anupap's profileบางทีลองมองหาความสุขรอบๆ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 30

    Blog tag

     
     
     
    Blog tag ?
     
    มันเหมือนจดหมายลูกโซ่ แต่จดหมายลูกโซ่เราแค่ลอกจดหมายเดิม
    แต่ไอ้ blog tag มันให้เราเขียนเรื่องของเราที่คิดว่าคนอื่นไม่รู้
    จึงขอสรุปว่ามันคือไวรัสชนิดหนึ่ง (ไอ..ค๊อกๆแค๊กๆ) ซึ่งตอนนี้ดันไปติดมันซะแล้ว
    มันจะติดกับไอคนที่ชอบไปอ่านสเปชคนอื่นบ่อยๆ ติดมาเลยกู จากน้องสุ บาว
     
    เอ้า จะพูดถึงวิธีเล่นไอ้ blog tag เท่าที่เข้าใจก่อนละกันนะ
     
    1. ไอ้คนเขียนคนแรก (เอ่อแม่งเปนใครวะ ว่างนักหรอมึง) มันก็เขียนแล้วก็กำหนดกฏขึ้นมา
    ว่าต้องเขียนสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเราที่คิดว่าคนอื่นไม่รู้มา 5 ข้อ แล้วส่งต่อไปให้คน 5 คน
     
    2. ไอ้ คนใน 5 คน ที่โดน tag ก็ต้องมานั่งเขียน 5 ข้อ แล้ว tag คนอีก 5 คน ต่อไป
     
    3. เอ่อ ขั้นตอนมันหมดแค่นั้นแหละ...
     
     
    สรุปก็คือ..... กูโดน tag
     
     
    ---------------------------------------------------------------------------------------------
     
    ต่อไปนี้จะเค้นเรื่องที่คิดว่าไม่มีใครรู้ออกมา  หึ หึ
     
     
    1. ตอนเด็กๆชอบนอนคลุมโปง  ....  อื่ม สาเหตุหลักๆก็มาจากการกลัวผี
    เอ่อ... แล้วเปนเด็กเวรไง กลัวแล้วก็ชอบดูหนังผี ดูแล้วก็ดันกลัว  สำคัญคือ
    คลุมโปงมันจะช่วยได้แค่ตอนนอนหงายเท่านั้น เพราะเวลาตะแคงปุ๊บ 
    ห่า...มันจะมีด้านหลังที่มันวังเวง ไอ้ด้านหน้าเรามองเห็นไง ไอ้ด้านหลังจะทำไงดีวะ...
    การแก้ปัญหาของเด็ก 4-5 ขวบคนนึง เลยเอาหมอนข้างมาปิดด้านหลัง
    ภาพที่ออกมาเหมือนเด็กมีปัญหาคนนึง นอนขดตัว ผ้าห่มคลุม มีหมอนข้างอุดด้านหลัง
    แม่คงภูมิใจกะไอ้เด็กคนนี้มาก... แต่สุดท้ายก็หายจากอาการนี้ได้
    เพราะบรรลุได้อย่างนึงจากการนอนคลุมโปง นั่นคือ....
     
    มัน...
     
    หาย.....
     
     
    ใจ....
     
     
    ไม่....
     
     
    ออก.........
     
     
     
     
    2. เป็นคนชอบเป็นโรคแปลกๆ เฮ้ย หยุดคิดเลยไม่ได้เป็นเพราะสกปรกนะ
    ไม่รู้เป็นเพราะบาปกรรมจากชาติไหน หรือ กรรมพันธุ์ จากแม่ เลยชอบเป็นโรคแปลกๆ
    เท่าที่จำได้ตอนเด็กๆ ก็ไอ้ปวดเข่านี่แหละ (จนตอนนี้ก็ยังไม่หาย) แบบว่าหน้าหนาว
    ก็จะเริ่มมีอาการ หรือบางทีโดนโน่นโดนนี่นิดหน่อยก็จะเป็น ล่าสุดเดินชนเจ็ดโด้ยังจะเป็น
    อาการมันคือ บวม มีน้ำข้างใน งอขาไม่ได้ อ่านะ หลังๆเริ่มชิน แม่บอกแก่ไปลำบาก
    จนมาประถมอยู่ๆตาก็เป็นอะไรไม่รู้ เหมือนกล้ามเนื้อตาทำงานหนักแล้วมันจะกระพริบตลอด
    แบบกระพริบตาถี่ๆ จนหนักสุดคือ น้ำตาไหลออกมาเองไหลไม่หยุด หรือว่ามันเป็นเหตุที่ทำให้
    ตอนนี้ร้องไห้ง่ายวะเนี่ยอันนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุ จนมามัธยมอยู่ๆหัวก็เป็นแผลแบบว่าลอก
    ได้เปนแผ่นๆมีเลือดไหลด้วย แต่แม่งหายไปเอง อยู่ๆก็หาย สิวก็เหมือนกัน
    อยู่ๆก็เปนขึ้นมาเต็มหน้า ทำยังไงก็ไม่หาย แล้วอยู่ๆมันก็หายไปเอง
    อยากเป็นก็เป็น
    อยากหายก็หาย
    ใช่สิ เหนกูเปนตัวอะไรห๊ะ ไอ้เชื้อโรค
     
    *ความจิงยังมีอีกหลายโรค ขี้เกียจเล่า
     
     
     
    3. เวลาหิว มือจะสั่น  อันนี้นึกว่าเล่นๆ แต่ได้ลองสังเกตุตัวเองแล้ว
    สรุปได้ว่า ค่อนข้างรุนแรง นี่เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้พอมาเรียนคณะนี้แล้วเลยอ้วน
    พอต้องทำงานดึกๆ แล้วก็จะหิว พอหิวมือสั่น ก็จะเขียนงานไม่ได้ เลยต้องกิน
    แต่อาการนี้บางทีก็เกิดขึ้นเพราะทำกิจกรรมบางอย่าง หลังจากสังเกตุและเก็บข้อมูล
    ตัวเองมาเป็นเวลานาน จึงขอสรุปเลยว่า อาการนี้จะเกิดเมื่อ...
    - หิว (อันนี้รู้อยู่ละ)
    - ร้องเพลงเยอะๆ อันนี้เป็นจริง เคยนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงไปเรื่อยๆ จนมือสั่นเล่นต่อไม่ได้
      เปนทุกครั้ง ถ้าเล่นนานๆ
    - ใช้สมองมากๆ คิดงาน คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ (แต่ไม่ใช่คิดมาก คิดเฉพาะเรื่องที่อยากคิด แล้วสนุกกะมัน)
     
    สรุปแล้ว ใครมีอาการนี้ ขอให้ลดอาการหิว กินให้เยอะ อย่าร้องเพลง แล้วก็อย่าใช้สมองมาก
     
     
     
    4. เอ่า เล่าเรื่องความรักหน่อยละกัน เพราะปรกติก็ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟังเท่าไหร่
    เป็นคนที่ค่อนข้างจะผิดหวังมาตลอด เพราะความงี่เง่าของตัวเองนี่แหละ
    กว่าจะคิดอะไรหลายๆอย่างได้  กว่าจะเข้าใจอย่างทุกวันนี้ ก็โง่ปายเยอะ
    งั้นจะเล่าเรื่องที่คนอื่นโง่บ้างละกันนะ มันเป็นเรื่องแบบเด็กๆ ตอนนั้นอยู่ ป.6
    ในห้องก็ดันมีนักเรียนใหม่ย้ายเข้ามา สำคัญคือ น่ารักไง ไอ้เพื่อนในห้องก็ตาลุกวาว
    ทีนี้ ป.6 เค้าจะจับให้นั่งคู่ ชาย-หญิง ครับไม่ต้องสืบ กูเปนคนนั้น เรานั่งข้างกัน
    มันก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะแยะนะ ยืมปากกาแล้วไม่เคยคืน ถ้านับกันจริงๆคงไม่ต่ำกว่าร้อยด้าม
    เพราะยืมเกือบทุกวัน แล้วก็ทำหายตลอด นั่นแหละ หลังๆก็โดนเพื่อนล้อ
    โดนครูด่า(ก็ไอ้เรื่องยืมปากกาแหละ ดันยืมตอนสอบ)
    แต่ที่สำคัญคือ เธอ เป็นผู้หญิงที่
     
     
    โง่.....
     
     
     
    มากครับ
     
    โง่จริงๆ ทั้งวิชาเลข วิชาภาษาไทย กระทั่งอังกฤษที่กูอ่อนมากๆยังฉลาดกว่า
    เวลาคะแนนสอบออกมาก็จะเยอะเย้ยเพราะมันต้องแลกกันตรวจข้อสอบ
    เหอๆๆๆ  น่าประทับใจจริงๆ แต่สุดท้ายก็แอบๆชอบเค้านะ ก็เด็กอ่ะนะ
     
    สุดท้ายก็แยกกันไปคนละที่ละทาง
     
    แต่มานึกถึงทีไร ก็รู้สึกดี ที่กูไม่ใช่คนที่โง่เสมอไปนะ
     
    เหอๆๆ
     
    คิดถึงๆ
     
     
    *เฮ้ย คนโง่ไม่ผิดนะเว้ย โง่แล้วก็เป็นคนดีได้นะ
     
     
     
    5. เป็นคนที่ทำอะไรแล้วไม่เคยถึงที่สุด เป็นคนที่ชอบทำโน่นทำนี่
    ทำอะไรเยอะแยะมากมาย แล้วก็จะทำจนรู้สึกว่ามันดีในระดับนึง
    แต่ไม่เคยทำจนมันดีที่สุดสักครั้งเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
    เคยมานั่งคิดว่า ทำไมไม่พยายามทำอะไรให้มันสุดๆไปเลยสักอย่างนึง
    จะได้ภูมิใจได้กับสิ่งนั้น แต่ถ้าต้องทุ่มเทให้กับอะไรสักอย่าง อย่างอื่นมันก็ต้องลด
    ความสำคัญลงไป ผู้ใหญ่จะชอบพูดว่า ทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันมันจะไม่ได้ดีซักอย่าง
    แต่กูตัดสินใจแล้ว จะทำมันหลายๆอย่างเนี่ยแหละ ถึงมันจะไม่ได้ดีที่สุด
    แต่ก็จะทำให้ตัวเองรู้สึกดีก็พอแล้ว ใครจะว่ายังไงก็ช่างเหอะนะ ทำหลายๆอย่างดีออก
    หนุกดี
     
     
     
     
     
     
     
     
    -------------------------------------------------------------------------------------
    จบซักที.... พยายามเค้นแล้ว หึ หึ 5 ข้อ มันน้อยไปนะ ถ้าอยากรุ้จักกันจริงๆคงต้องซัก 100 ข้อ
     
    ต่อไปก็จะ tag ต่อหล่ะนะ
     
    *ชิหาย คนที่เข้ามาอ่านบ่อยๆก็โดน tag ไปเยอะแล้ว
    งั้นจะกระจายกลุ่มออกไปสู่สังคมอื่นดีก่า
     
    1. ตาแบร์ นั่งๆนอนๆอยู่ตรงนี้ รับไป
    2. แอน อัพสเปชมั่ง เพลาๆดีไซน์หน่อย
    3. แตงโม เข้ามาอ่านบ่อยๆนะ thanks
    4. พี่นอง ออนบ่อย ว่างนักหรอไงฮะ
    5. มิก ดำ คล้ำ เข้ม
     
     
     
    -------------------------------------------------------------------------------------
    Dot...space(เหนื่อยนะ ตอบไอ้เนี่ย)
    January 21

    บันทึกชีวิต 09 : ออกเดินทาง ... เพื่อบางสิ่ง

    มันเริ่มจากที่ต้องเดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อดูงานพืชสวนโลก
    ก็ไปกับเพื่อนๆชาวแลน เต็กมีด้วย กะเด็กๆอีกนิดหน่อย จารย์อีก 4 และแล้ววันเดินทางก็มาถึง
     
     
    *เรื่องมันยาวจริง หลายอารมณ์ด้วย แบ่งออกเป็น part ละกาน
     
     
     
     
    PART 1 : เดินทางด้วยกระเป๋าและเมาเบียร์
     
    รถไฟ.... ขึ้นจนเบื่อแล้ว นั่งนาน น่าเบื่อ  แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป
     
    หึ หึ  มันเป็นตั๋วนอน    หึ หึ  คนมันไม่เคย    หึ หึ  มันหรูจิงๆเรย
     
    ทุกคนขึ้นรถพร้อมกระเป๋าเดินทาง กูก็เหมือนกัน แต่เอ๊ะ!! มันมีเสียง โก๊ง เก๊ง ๆ ติดกระเป๋ามาด้วย
     
    ทุกคนจับจองที่นั่ง กูนั่ง กางโต๊ะ (มันกลางโต๊ะได้ด้วยไอ้ตู้นอนเนี่ย โอ้วพระเจ้าจอร์จ)
     
    ไม่ทันไรคนอื่นๆก็เริ่มปูที่นอนกัน เด็กน้อยนอนมองจากชั้นบนลงมาที่โต๊ะพวกเราด้วยความไร้เดียงสา
     
    หึ หึ เราก็เลยเอาเบียร์ขึ้นมาซดในทันที ให้มันเสียเด็ก 
     
    แม่เด็กบอก "ลูกอย่าเสียงดังเดี๋ยวพี่ๆเค้าจะนอนกันไม่ได้"
     
    ไม่ถึง ครึ่งชั่วโมง เด็กเงียบ ทุกคนในตู้เงียบ...... ยกเว้นพวกกู
     
    เหมือนกูกำลังย้อนกลับไปสมัย ปี1  บรรยากาศรอบๆมีแต่คนเมาวุ่นวาย
     
    ได้แต่นั่งขำ  ไม่มีแรงทำอะไรอย่างพวกมันแล้ว   แก่เหี้ยๆ - -"
     
    ทุกอย่างจบลงเมื่อเบียร์หมด และก็เมากันแยกย้ายไปนอน ทิ้งกูให้ค้างอยู่คนเดียว เลยต้องนั่งชิวคนเดียว
     
    กะเบียร์อีกนิดหน่อย(ขวดที่กินไม่มีคนอื่นกินเพราะไม่สบายอยู่) สุดท้ายก็เข้านอนตามคนอื่นไป
     
     
     
     
    PART 2 : มหกรรม งาน พืช สวน โลภ
     
    อันนี้ขอบ่นจริงๆจังๆนิดนึง ไม่ไหวจริงๆ
     
    งานน่าประทับใจมากคับ จับจิตเลย มองไปทางไหนก็เห็นแต่เงินปลิวว่อน
     
    โน่นก็แพงนี่ก็แพง อาหาร น้ำ ของที่ระลึก มันเศร้าใจจริงๆ ถ้าเป็นงานธรรมดาก็จะไม่รู้สึกอะไรเลย
     
    แล้วก็เข้าใจด้วยว่า ผู้จัดก็ต้องการกำไรเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
     
    แต่....  ดันจัดงานแล้วพูดว่าเพื่อในหลวง ฉลองครบรอบ
     
    จัดโน่น จัดนี่ แสดงออกถึงความสรรเสริญกันซะใหญ่โต
     
    เคยเข้าใจที่ในหลวงท่านพูดกันบ้างรึเปล่าครับไอ้คุณๆทั้งหลายเนี่ย
     
    อะไรคือพอเพียง?
     
    ในหลวงท่านคงอยากให้ประชาชนของท่านต้องมาจ่ายเงินเพื่อแค่เข้าดูต้นไม้ หรอกนะ
     
    ซึ่งต้นไม้แต่ละต้นก็ขึ้นอยู่บนดินของคนทุกคน ต้นไม้ของคนทุกคน ซึ่งคนที่มีสิทธิ์จะดูมันคือคนที่ต้องซื้อบัตรเข้างาน
     
    ในหลวงท่านคงอยากให้ประชาชนของท่านต้องมาซื้อน้ำส้ม ในราคา 40 บาท 50 บาท หรอกนะ
     
    ซึ่งส้มก็เป็นส้มของประชาชนเราเอง ปลูกกันตามประสาชาวบ้าน
     
    อะไรหล่ะคือสิ่งที่ท่านพยายามจะสอนคนไทย
     
    แล้วคนไทยเราเข้าใจมันแค่ไหนกันเชียว เลิกเหอะ ไอ้การจัดงานแล้วอ้างท่านขึ้นมาเพื่อเรียกคน
     
    อย่าให้ท่านต้องเศร้ากับความโง่เขลาของพวกเราไปมากกว่านี้เลย
     
    ต้นไม้แต่ละต้น ถ้ามันพูดได้คงร้องโอดครวญกันหมดแล้ว เอามาจากที่ไหน แล้วเอามาไว้ที่ไหน
     
    มันก็แห้งจะตายอยู่แล้ว เห็นมันเป็นสิ่งมีชีวิตรึเปล่าเนี่ย หรือแค่สิ่งที่เอามาสร้างความบันเทิง แล้วก็สนองตัณหาของพวกเราเอง
     
    มันหดหู่มากขึ้นๆ เมื่อยิ่งเดินไปก็ยิ่งเจอผู้คนที่ไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้เลย
     
    จนไปหยุดอยู่ที่ดาดฟ้าของอาคาร อาคารหนึ่ง
     
    มองกลับลงมา มีการแสดง ตลอดการแสดงก็ยังคง สรรเสริญในหลวงของเรา
     
    แสงสีถูกจัดขึ้น พลุนับสิบนับร้อย ยิงขึ้นในอากาศ แสงไฟ แสงเลเซอร์
     
    ในครั้งนึงที่แสดงต้องใช้ไฟฟ้า
     
    และการจะได้มาซึ่งไฟฟ้าต้องสูญเสียทรัพยากรไปมันมากมายเท่าไหร่
     
    ทรัพยากรที่ในหลวงพยายามแสวงหา และ อนุรักษ์มัน พร้อมกับสอนเราทุกคนให้รักษามันและใช้อย่างคุ้มค่า
     
    ตอนที่ยืนอยู่บนนั้น มันหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ทำให้เข้าใจอะไรเกี่ยวกับสังคมไทยได้มากขึ้นมากๆเลย
     
    สิ้นสุดการดูงานด้วยประโยคหนึ่ง บนหลังคาอาคารหลังนึงตรงทางออก
     
     
    "รักพ่อ .... ให้พอเพียง"
     
    นี่อาจเป็นสิ่งที่ผมถูกใจที่สุด ในงานครั้งนี้ก็เป็นได้
     
     
     
     
    PART 3 : ทำไมดอกไม้ถึงไม่สวย
     
     
    อีกอย่างนึงที่ผุดขึ้นมาในสมอง ในขณะที่ด้านหน้าเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาชนิด
     
    อาจเป็นเพราะว่าเป็นคนที่ไม่ได้มีรสนิยมในเรื่องของต้นไม้และดอกไม้ ไม่ว่าจะดูยังไง
     
    ก็ไม่เข้าใจว่ามันสวย...ยังไง?
     
    ดอกสี...แดง   
     
    ชมพู   
     
    ฟ้า    
     
    ม่วง
     
    ขาว
     
    ไม่ว่ายังไงมันก็ยังดูธรรมดา หรือเพราะว่าในชีวิตไม่มีความทรงจำที่เกี่ยวกับดอกไม้ซักเท่าไหร่
     
    นั่นคงใช่ เพราะไม่ได้มีความประทับใจอะไรที่มีดอกไม้เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เลย
     
    มันเลยยังไม่มีความหมาย....
     
    งั้นจะพยายามใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ ค้นหามันดูละกันนะ
     
    ก่อนที่จะสรุปความคิด อยู่ๆตาก็เหลือบไปเห็นภาพภาพนึง
     
    มันเป็นภาพดอกไม้สีขาวเยอะแยะมากมาย สลับกับต้นไม้ที่มีใบสีขาว
     
    ทั้งหมดมันรวมกันเป็นผืน มองเข้าไปด้านในสุด เห็นต้นไม้ดอกสีชมพูอยู่ต้นนึง
     
    มันกำลังแห้ง และเหี่ยวเฉา ทั้งที่รายล้อมไปด้วยดอกไม้สีขาวสดใส
     
    ดูแล้ว..ถึงกับรู้สึกแปลกๆ มันหวิวๆ มันแปลกๆ  .... โอย ผมเข้าใจแล้วว่า....
     
     
     
     
    PART 4 : เติม
     
     
    ข้อความและเรื่องราวบางอย่างมันถูกเริ่มต้นเขียนขึ้นจากคนคนหนึ่ง
     
    อาจด้วยความตั้งใจหรือไม่ได้ใจก็เป็นไปได้ทั้งนั้น หรือบางที มันก็อาจถูกกำหนดมาไว้แล้วว่าต้องเกิดขึ้น
     
    แต่เมื่อเวลาผ่านไป... มันถูกเขียนเพิ่มขึ้น บางทีก็เขียนไปโดยไม่มีทิศทาง ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร
     
    แต่พอได้เห็นมันอย่างแน่ชัดแล้ว....มันเป็นเรื่องที่ดีมากๆเลยและคงมีค่ามากๆสำหรับคนที่เขียนมันขึ้นมา
     
    เมื่อมันเป็นเรื่องราวที่แสนมีค่าแล้ว มันก็ควรค่าแก่การเก็บรักษามันเอาไว้
     
    แต่วันนึงกลับพึ่งรู้สึกตัวเองว่า ตัวของเราเองยังพยายามแอบจะกลับมาเขียนเติมต่อเรื่องราวให้มันมากขึ้น
     
    และค่าของมันก็มากขึ้นตามเช่นกัน
     
    แม้มันจะไม่ได้เป็นเรื่องที่คิดไว้ในตอนแรก
    แม้ว่าเขียนมันออกมาแล้วมันไม่ได้เป็นดั่งที่หวังไว้
     
    แต่ตอนนี้ไม่คิดเสียใจกับมันเลยซักนิดเดียว
    กลับยิ่งดีใจและภูมิใจมากๆที่ได้เขียนมันออกมา
    ที่ได้ย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวนั้นซ้ำๆ
    ที่ได้รับความอบอุ่นในบางวันที่มันอ่อนล้า
    ที่ได้พยายามเก็บรักษามันเป็นอย่างดี
    ที่ได้เก็บรักษามันด้วยความรู้สึกดีๆ
     
    และจะเป็นอย่างนี้....ตลอดไป
     
     
     
     
     
     
     
    --------------------------------------------------------------------------------
    ปล.    - ขอบคุณอาจารย์ที่ให้พวกเราเมาได้อย่างอิสระ
             - ขอบคุณข้อเตือนใจหลายๆอย่างที่ได้รับ
             - ขอบคุณที่ทำให้มีความรู้สึกที่ดีๆ ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม
             - ขอบคุณการเดินทาง
     
    ปล2.   ขากลับไปกวนไออ๊อด นั่งคุยดึกดื่น + happy birthday มาสเตอร์ตอนเที่ยงคืน
             โชคดีทุกคน
    ---------------------------------------------------------------------------------
    Dot...space (ไอตัวอ่อนแอ)
     
     
     
    January 16

    บันทึกชีวิต 08 : ขอบคุณครับ

     
    เอ้า.... เดินชิบหาย เดินเดิน เพลินๆ บางทีก็ถึงกับวิ่ง
    แต่อ้วนไงวิ่งแล้วก็เหนื่อยเลยมีบางครั้งต้องหยุดอยุ่กะที่บ้าง
     
    มันก็เป็นซะอย่างงี้   มันก็ดำเนินมาแบบนั้น
     
     
     
    จนมาถึง ไอ้ช่วงเวลาที่ต้องหยุดนิดนึง
     
    เพราะมัน.....
     
     
     
    เป็นช่วงเวลาเดิมๆมากๆ ถ้าไม่หยุดนิดนึงคงไม่รู้หรอกว่ามันเป็นช่วงเวลาพิเศษแค่ไหน
     
    พิเศษยังไง......   
     
     
    นั่นก็เป็นคำถามที่ยังคงถามตัวเองอยู่ทุกๆครั้ง  
     
    แล้วทำตอบที่ได้ มันก็เดิมๆว่า
     
     
     
     
    "เพราะมีคนคนนึงยิ้มอย่างมีความสุขที่สุด ที่เราได้เจอกันครั้งแรก"
     
     
     
     
     
    เรามองหน้ากันครั้งแรก.....
    ผมจำไม่ได้หรอกความรู้สึกตอนนั้นคืออะไร...... แต่เธอคงจำมันได้ดี
     
     
     
     
     
    น่าตลกนะ....
     
    ที่วันนี้ผมก็ยังคงดูมอมแมม และสกปรก เหมือนวันนั้นเลย
     
    วันนี้ผมก็ยังคงร้องเรียก เหมือนอย่างเคย
     
     
     
     
    เราพบกัน
     
    เราค่อยๆเดินมาด้วยกัน อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
     
     
     
     
    ทั้งผมและเธอ
     
     
     
    ด้วยความเหลวไหล บวกกับอะไรอีกมากมาย ทำให้ผมเดินออกมานอกลู่นอกทางบ้าง
     
     
    แต่พอเดินกลับมา...
     
     
    เธอก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม รอผมและยิ้มเหมือนเคย
     
     
     
     
    เธอไม่เคยดึงผมไว้ 
    เธอไม่เคยบ่นแม้จะต้องรอผมนานแค่ไหน
    เราไม่เคยผูกตัวเองไว้ด้วยกัน
     
    เราอยู่ในที่ที่เดียวกันเสมอ....
     
     
     
     
     
    เวลาผ่านไป เรื่องราวเก่าๆของเราสองคนราวกับเป็นนิทานเรื่องยาว...
     
    กาลครั้งหนึ่งเราพบกัน...  มันทุกทรมานมากที่แค่เริ่มเรื่องเราก็ต้องเจอกับพายุฝนอย่างหนัก
     
    ผมยังอ่อนแอนัก ได้แต่เฝ้ามองเงาของเธอที่คอยพยุงและอุ้มผมข้ามผ่านมา
     
    ชีวิตมันไม่ง่ายดายแม้จะเป็นแค่นิทาน... พายุได้พัดพาแทบทุกอย่างไป เหลือทิ้งไว้แค่ที่รกร้าง
     
    มันแห้งแล้ง เราอาจตายได้ในทุกๆลมหายใจ ผมมองหาเธอ เธอยิ้มพร้อมกับกลั้นหายใจ
     
    เธอบอกผมว่า
     
     
    "อากาศในตอนนี้แม้มันจะมีแค่นิดเดียว มันก็อาจจะต่อชีวิตของผมได้"
     
     
     
    ก่อนทุกอย่างจะดีขึ้น ผมแทบไม่รู้สึกตัวว่าเราข้ามผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ยังไง
     
     
     
     
     
     
     
     
    โชคชะตา?
     
     
    ............................
     
     
    ...............
     
     
     
    .....
     
     
     
    นานมากแล้ว....  
    นิทานก็ยังคงถูกบอกเล่าข้างในใจของผมตลอดมา
     
     
     
    เธอคงอยากให้ผมหลับฝันดี
     
    ถึงได้สร้างนิทานเรื่องนี้ขึ้นมา
     
     
     
    ผมจะนอนฝันดี ตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่
     
    ถึงแม้นิทานเรื่องนี้จะจบลงเมื่อวันใดวันหนึ่ง
     
     
     
     
     
    และถ้าวันนั้นมาถึง มันก็คงเป็นเรื่องของ...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    โชคชะตา
     
     
     
     
     
     
    เราคงไม่อาจหลีกหนีมัน แต่เธอจะอยู่ตรงนี้
     
     
    อยู่กับผม
    .........................
     
     
     
     
    เพราะเราได้พบกันแล้ว
     
    ผมดีใจที่สุด
     
     
    มันคือความสุขที่มีในชีวิต
    .......
     
    มันคือสิ่งที่มีค่า
    .........
     
    มันเป็นความทรงจำ
    ...............
     
     
     
    มันทำให้ผมได้รู้จักคำคำนึง
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ..............
     
    มันเป็นโชคชะตาที่ทำให้เรา
     
     
     
     
     
    เกิดมา...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    เพื่อ...รักกัน
     
     
    ..................................
     
     
    ขอบคุณครับ
     
     
     
    -----------------------------------------------------------------------------
    ปล.   - อ่านะ อัพช้าไปนิดนึง เลยวันมาจนได้
           - เปนคนไม่พูดอะไรอย่างงี้ออกมาง่ายๆ แต่คงเข้าใจอยู่แล้วเนอะ
           - ขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณครับ ดีใจที่วันนี้เรายังคงนั่งเล่นเกมส์แข่งกัน
             ยังคงมีคนคอยเอาเสื้อไปซัก ยังคงมีคนที่ยิ้มให้กันเสมอๆ
             อาจดูเล็กน้อย แต่มันยิ่งใหญ่เหลือเกิน
           - ขอบใจคนอื่นๆ ที่พยายามจะทำให้ช่วงเวลาที่มันมีค่าอยู่แล้ว มีค่าขึ้นไปอีก
                   *ขอบใจที่ยังไม่ลืม
                   *ขอบใจข้อความต่างๆที่มีมาแม้จะเป็นเวลานอน เหอะๆๆ
                   *ขอบใจสำหรับสิ่งที่ให้คำสอนว่า "ให้มองหลายๆมุม"
              อาจดูเฉยชา ไปบ้าง แต่ไม่ใช่ไม่รู้สึกอะไร แต่ความจิงแล้ว "ไม่รู้จะทำอะไร"
     
    *เป็นช่วงเวลาที่พิเศษมากจริงๆ ขอบคุณอีกครั้ง
    --------------------------------------------------------------------------------
    Dot...space(love in memory)
     
     
    January 10

    shade 02 : เปลือก

     

    สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างเลี่ยงไม่ได้สำหรับการตัดสินใจในโลกทุกวันนี้ ก็คือ "เปลือก"
     
     
     
    ทำไมเปลือกถึงสำคัญนัก?
     
    นั่นอาจเป็นเพราะสัมผัสของมนุษย์ที่สามารถรับรู้ได้ในระยะไกลมีอยู่ไม่มาก
    มองเห็น....
    ได้ยิน....
     
     
     
     

    ทำไมเราถึงยอมรับกับ "เปลือก" ที่ถูกสร้างขึ้น?
     
     
    หรือ.....
    อาจเพราะเราใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเร่งรีบ
    อาจเพราะเราถูกหล่อหลอมทางด้านความคิด
    อาจเพราะเราใช้ชีวิตเพื่อผลตอบแทนบางอย่าง

    เหตุผลในชีวิตมากพอ และวุ่นวายอยู่มากแล้ว

    มันคงวุ่นวายน่าดูหากคุณจะพยายามปอกเปลือกของผู้คนที่คุณพบเจอในชีวิตทุกๆคน
    เราเลยยอมให้กระแสสังคมพัดพาความเชื่อเข้ามาในความคิดของเรา
     

    แต่งตัวดี เสื้อรีดเรียบ รองเท้าหนัง ... คือ คนสุภาพ
     
    พูดจาไพเราะ มีหางเสียง  ... คือ คนอ่อนหวาน
     
    ยกมือไหว้ ... คือ การแสดงความเคารพ
     
    หยิบยื่น ส่งมอบ ... คือ การแสดงน้ำใจ
     
     
     
     
     

    เราใช้ชีวิต อยู่กับ "เปลือก" อย่างมีความสุข ได้มั้ย?
     

    อันนี้ต้องยอมรับว่า คนน่าจะเกือบ 90 % บนโลกนี้ ดำเนินชีวิตตามปรกติสุข กับสังคม "เปลือก"
     
    ไม่เห็นจำเป็นต้องอยากรู้ สิ่งที่อยู่ข้างใน ก็สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
    ดู พ่อแม่เราสิ  ....  ท่านก็อยู่มาได้
    ดู ปู่ย่า ตายาย ..... ทุกท่านก็อยู่มาได้
    ดูผู้คนรอบๆตัวสิ ...... เค้าก็อยู่กันได้
     
    ทั้งหมดเกิดขึ้น และ จบ ลง อย่างเงียบๆไปตามแรงเคลื่อนตัวของสังคมอย่างช้าๆ
     
    นี่คือผิวน้ำที่เห็นได้ชัดเจนจากแสงของดวงอาทิตย์
     
     
    ถ้าเราลองพยายามค้นเข้าไปถึงสิ่งที่มีอยู่จริง "ภายใน" ของ "เปลือก"
     
     
    เราอาจพบ                ... ความสวยงาม    ... ความนุ่มนวล
    รวมถึง   ... ความสิ้นหวัง  ... ความเศร้า    ... ความอยาก
     
     

    คุณไม่อาจพบได้ด้วยตา สายน้ำบางแห่งไหลลึก จนคุณอาจต้องลองจุ่มขาคุณลงไป
    เพื่อสัมผัสความจริงที่อยู่ "ภายใน"
     
     
     
     
     
    ทำไมเราต้อง สนใจ "ภายใน" ?
     
    ในเมื่อคนเราไม่สามารถมองหรือได้ยินบางสิ่งได้ 
    ทำให้บางสิ่งที่ดีพัดผ่านชีวิตของเราไป
    บางสิ่งถูกพัดเข้ามาจนทำร้ายตัวของเราเองโดยที่เราไม่สามารถค้นหาสาเหตุนั้นพบ
     

    บางอย่าง "ภายใน" สวยงาม ดั่งที่เห็นได้จากภายนอก
    บางอย่าง "ภายใน" แตกต่างจากสิ่งที่เห็น
     
     
     
     
     
    จะเอาอะไรสัมผัสเพื่อรับรู้ถึงการมีอยู่ของ "ภายใน" ?
     

    จากมอง และ ได้ยินแล้ว  ... สิ่งที่ทำได้ง่ายต่อไป
     
    ก็คือคุณแค่พยายามเดินเข้าไปใกล้ๆมัน แล้วใช้มือสัมผัสดู 
    หรือ จะดีที่สุด ก็คือดูให้รอบ จับให้ครบ แล้ว เข้าใจกับมันให้เต็มที่
     
     

    แต่คุณอาจจะพบว่ามันยากมากจริงๆ การที่จะพยายามเข้าใจสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา
    ดังนั้น.....  คุณควรลองมองตัวเอง แล้วสัมผัสถึงตัวตนของคุณเองก่อนจะดีที่สุด
     
     
     
     
    ชีวิตเราจะวุ่นวายเกินไปมั้ย หาก "ภายใน" ที่เราได้รับรู้ มันไม่เป็นอย่างที่เราคิด?

    ถ้าเราจะปฎิเสธความจริง ด้วยการพยายามยอมรับแค่สิ่งที่เห็นเพื่อความสุขแล้ว
    นั่นอาจทำร้ายชีวิตดีๆของผู้อื่นไปโดยไม่รู้ตัว
     
    คุณอาจสงสัยว่า มันจะไปทำร้าย ชีวิต คนอื่นได้ยังไง นั่นสินะ.... มันเป็นยังไง
     
    คุณเคยเผลอพูดอะไรบางอย่างออกไปมั้ย....

    "บ้านมันหน่ะ พ่อมีเมียน้อยไม่รู้กี่คน เด็กมันถึงได้มีปัญหาไง"
    "ดูมันสิ วันๆนอนแล้วก็แบมือขอเงินคนอื่น ชีวิตมันคงดีขึ้นหรอกนะ"
    "เสื้อก็ขาดๆ เหม็นก็เหม็นมันจะเอาเงินที่ไหนมาฝากวะ"

    1 คำพูดที่หลุดออกไปจากคนเพียง 1 คน 
    ในเมื่อเค้าไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเห็น เค้าอาจมีเหตุผลในชีวิตมากมายกว่านั้น
     
    สิ่งที่คุณพูดออกไปอาจมีผลร้ายแรงกับคนที่อ่อนล้า คนที่สิ้นหวังในชีวิต
    และคนที่ยังไม่มีภูมิต้านทานทางด้านจิตใจที่แข็งแรงพอ เพื่อจะต่อสู้กับสังคมที่หยาบกระด้างนี้
     
    เค้าอาจทำสิ่งที่ไม่คาดคิด เค้าอาจทำร้ายตัวของเค้าเอง
    และนั่นอาจเปลี่ยนชีวิต คนหนึ่งคนไปจนชั่วชีวิต
     
    แต่ถึงกระนั้นต่อให้เรารับรู้ถึงความผิดพลาดของเรา 
    เราก็ยังพยายามตอบกับตัวเองว่า "ไม่รู้นี่" เพราะเราไม่รู้ "เราไม่ผิด"
     
     
     
    บางทีตอนนี้อาจจะยังไม่สายไปที่คุณจะรู้สึกตัวถึงการมีอยู่ของอีกด้านหนึ่ง
     
    คุณแค่เสียเวลาในชีวิตอีกนิด เพื่อเข้าไป "ภายใน" ของ "เปลือก" แล้วคุณจะพบสิ่งดีๆอีกมากที่คุณพลาดไป
    และคุณจะตอบตัวเองได้อย่างเต็มปากเต็มคำหากคุณได้กระทำอะไรที่ผิดพลาดไป ว่า...
     
     
     
     
    ก็เรา ไม่รู้
     
     

    และ
     
     
     
    ได้....พยายามแล้ว
     
     
     
     
     

    --------------------------------------------------------------------------------
    ps.  เห็นคุณค่าในชีวิตคนเพิ่มอีกนิดนะ
          ลองมองอีกด้านที่ไม่เคยคิดจะมองดูบ้าง และขอให้มีความสุขกับมัน
     
    [End...shade 02]
    --------------------------------------------------------------------------------
    Dot...space (ว่างๆ จนเบื่อ)
    January 04

    shortstory 05 : รอบ (everything)

     
    Everything
    -----------------------------------------------------
     
     
    อีกแล้วสินะ... วันนี้ของทุกๆปี

    มันเป็นวันครบรอบ  หกปีของเธอ หลังจากใครคนหนึ่งเดินออกจากชีวิตของเธอไป
     
    และ
     
    มันเป็นวันครบรอบ  หกปีของผมเช่นกัน
     
     
    ที่ผม
     
    ...........ได้พบเธอ
     
     
     
     
     
     
     
    ในคืนที่หลายๆสิ่งดูแปลกตาและแตกต่างออกไปจากค่ำคืนเดิมๆ
     
    ท้องถนน ...
    ตึกสูง ...
    ถูกส่องสว่างด้วยแสงไฟนับร้อยนับพัน
     
    จากทางเดินเดิมๆที่เต็มไปด้วยผู้คนที่เร่งรีบ ฝุ่นควันต่างๆที่ลอยฟุ้ง
    ทุกอย่างดูจะเบาบางลง คงเป็นเพราะเราไม่อาจสนใจกับสิ่งเหล่านั้นได้มากกว่า แสงไฟ และเสียงเพลงที่แสดงถึงความปิติยินดี
     
    ผู้คนมากมายกำลังเฉลิมฉลองให้กับอะไรบางอย่าง
     
     
     
    และนั่น ก็คงไม่ต่างจากผม.....
     
     
     
    ...........................................................................
     

    ผมเลือกที่จะพบกับเธอ ณ ที่เดิมแห่งนี้
     
    พื้นถนนคอนกรีต ที่ดูมีสีสันขึ้นมา.....ในวันแห่งความสุข
     
    ม้านั่งไม้ สองตัว ที่ถูกวางเข้าหากัน สำหรับผมคงไม่ใช่ความบังเอิญ
    ราวกับว่า ม้านั่งทั้งสองหันมา.... เพื่อพบกัน
     

    เราพบกัน.......
     
     

    เธอเลือกที่จะพบกับผม ที่นี่เช่นกัน
     
    พื้นถนนที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้ง
     
    ม้านั่งไม้เก่าๆที่ผุพังไปตามกาลเวลา และถูกวางอยู่ตรงข้ามกัน
     
    บางทีสำหรับเธอ....คงหมายถึงบางสิ่งที่ไม่อาจจะอยู่เคียงข้างกันได้
     
     
    แม้ทุกๆสิ่ง จะดูคล้ายกันมากก็ตามที
     
     
     
     

    เรา.....เลือกที่จะพบกันที่นี่
     
    ท่วงทำนองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขยังคงบรรเลงอย่างแผ่วเบาและเฝ้ารอเวลาของมัน
     
    ผมและเธอนั่งอยู่เคียงข้างกัน
    แววตาของเธอยังคงมองตรงไปยังม้านั่งอีกฝากหนึ่ง
     
    และผมก็เช่นกัน.....
     
     

    อากาศเริ่มเย็นมากขึ้น สังเกตได้จากมือของเธอที่เริ่มสั่นบ้างเล็กน้อย
    ผมหันไปหาเธอแต่ไม่มีคำใดๆหลุดออกจากปากของผมไป
     
    นั่นอาจเพราะ...
     
    เธอคงเข้าใจสิ่งที่ผมจะพูด
     
     
     
     
     
     
     

    เวลาเดินไปใกล้ถึงเส้นแบ่งของช่วงเวลา เส้นเส้นนี้จะทำให้ทุกอย่างดูชัดเจนมากขึ้น
     
     
    ใครที่ผ่านไปแล้ว.....
    และใครที่กำลังจะมาถึง.......

    อะไรที่ผ่านไปแล้ว.....
    และอะไรที่กำลังจะมาถึง....
     
     
     
     
     
     
    ผู้คนเริ่มเฝ้ามองเวลาและนับถอยหลังอย่างช้าๆ
     
    10.....
     
     
     
     

    ความจริงแล้ว ถึงผ่านวันนี้ไปได้ ปีหน้า เราก็ต้องวนเจอกับเหตุกาณ์เดิมๆนี้อีกครั้ง
     
     
     
     
     

    9.....
     
     
    ผมอยากให้เธอได้หลุดออกจากวังวนนี้ซักที หรือความจริงแล้ว
     
    อาจเป็นความเห็นแก่ตัว .....
     
     
     
    ผมก็แค่อยากให้เธอคิดถึงแต่ผมคนเดียว
     
     

    8.......
     
     
     
     

    เธอคว้ามือของผมและออกวิ่ง
     
     
     
     
     
    7........
     

     
     
     
    เราวิ่งผ่านกลุ่มคนมากมาย
     
     
     
     
     
     
    วิ่งผ่านทุกสิ่งที่มันอยู่ข้างหน้าเรา
     
     
     
     
     
    6.......
     
     
     
     
     
    ผมมองย้อนกลับไป
     
     
     
     
    และมองตรงไปข้างหน้า
     
     
     
     

    5........
     
     
     
     
     
    ผมเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้น
     
    เราไม่ได้แค่วิ่งผ่านกลุ่มคน
     
     
     
    เรากำลังวิ่งผ่าน....ช่วงเวลา
     
     
    4........
     
     
     
     
    เราผ่านช่วงเวลากันมา
     
     
     
     
    ตลอดหกปีที่ผ่านมา

     
     
     
     
    เราวิ่งผ่านเรื่องราวกันมามากมาย
     
    3........
     
     
     
     
     
    ผมรู้แล้ว..... อดีตที่ผมพบเธอ
     
     
     
    มันน่าจดจำเพียงใด

    ในเวลาทั้งหมดที่ผมมี
     
    2......
     
     
     
     
     
    อดีตของเธอ ก็คงเป็นสิ่งที่มีค่าและน่าจดจำเช่นกัน

     
     
     
     
    เพราะนั่นก็คือเวลาทั้งหมด....ที่เธอมี
     
     
     
     
    1........
     
    เธอทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า ....
     
    เราไม่ได้วนกลับมาครบรอบ อะไรทั้งนั้น
     
     
     
     
    เธอทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า ....
    เราวิ่งมาด้วยกันไปตามทาง และไปข้างหน้าเสมอ
     
     
     
     
     
    เส้นแบ่งเวลา ก็แค่เส้นที่ช่วยนับรอยเท้าของเรา ว่าเราได้เดินกันมาไกลเท่าไร
     

     
     
    และไม่เคยมีซักครั้ง
     
     
     
    ที่เรา....
     
    .........................
    ...................
     
    ........................
     
     
    เดินกลับมาทับ
     
     
    ........................................
     
     
     

    เส้น....
     
     

    เส้นเดิม
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    0........
     
    .........................................................................................
     
    ปล.   - แด่คนที่จมอยู่กับอดีต
            - แด่อดีตที่น่าจดจำ ด้วยเวลาที่มีอยู่ทั้งหมด
            - แด่อนาคตสำหรับคนที่ยังไม่กล้าจะวิ่งไปข้างหน้า
            - แด่ความสุข มีความสุขกับอนาคตกันมากๆ โตขึ้นอีกแล้วสินะ ทุกๆชีวิต
               นี่คือคำอวยพร
    ...........................................................................................
    Dot...space(happy new year)