anupap's profileบางทีลองมองหาความสุขรอบๆ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 26

    มู 07 : ถ้าผมเป็นคนไม่มีอะไรเลย

     
     
    ถ้าผมเป็นคนไม่มีอะไรเลย
     
     
    ทุกครั้งที่มีสีขาว จะเกิดสีดำขึ้นในอีกมุมหนึ่ง
    ทุกครั้งที่มีความเศร้า จะเกิดความสุขในอีกด้านหนึ่งของหัวใจ
     
     
     
    ถ้าผมไม่มีความเศร้า
    ถ้าผมไม่มีความสุข
     
     
    โลกของผมก็คงว่างเปล่า
     
     
     
    และถ้าผมมีความเศร้า
    และมีความสุข
     
    ไปพร้อมๆกัน
     
    เกิดขึ้น ณ เวลาเดียวกัน
     
     
     
     
    โลกของผมก็คงยังว่างเปล่าอยู่ดี
     
    นั่นเพราะผมก็แค่....
     
     
     
     
    คน
     
     
     
     
     
     
     
    ที่ไม่มี... 
     
     
    อะไรเลย
     
     
     
    คุณเก่งนะ
    ที่ทำให้ผม...
     
     
    ยิ้ม  ร้องไห้
    เข้มแข็ง  อ่อนแอ
    มั่นใจ  อ่อนไหว
    กล้า  กลัว
    อบอุ่น  เหงา
     
    สุขและทุกข์
     
    ไปพร้อมกัน
     
     
    -------------------------------------------
    - จะมีอะไรมั้ยนะ อยู่ด้านหลังความจริงที่ตาเห็น
    - จะมีอะไรมั้ย อยู่ด้านในความจริงของคำพูดในถ้อยคำ
    - แล้วมันจะสำคัญ กับความรู้สึก ซักแค่ไหนกันเชียว
    ในเมื่อ สิ่งสำคัญ ก็แค่ "การยอมรับ"
    และยิ้มให้กับสิ่งดีๆ แค่นั้นเอง
    -------------------------------------------
    Dot...space (Empty space)
    November 23

    บันทึกความรู้สึก 06 : นานมาแล้ว

     
    ผ่านมาก็นานแล้วจริงๆ
     
    กับก้าวเล็กๆที่ย่ำไปอย่างไม่สนใจวันเวลา
     
    บ้างก็เดินวน บ้างก็หลง บางทีสับสน
     
     
     
    แต่ก็ผ่านมาจนถึง ณ จุดนี้
    จุดที่หลายๆสิ่งหวนกลับมาอีกครั้ง
     
     
    นานเท่าไหร่แล้ว ที่หัวใจไม่ได้เต้นเป็นจังหวะแบบนี้
    นานเท่าไหร่แล้ว ที่ไม่ได้นั่งยิ้ม ฝัน บ้า อยู่คนเดียว
    นานเท่าไหร่แล้ว ที่ไม่ได้รู้สึกว่า วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า และ รวดเร็วในขณะเดียวกัน
    นานเท่าไหร่แล้ว ที่อยู่และทำอย่างไร้ซึ่งแรงผลักดัน
    นานมากแล้ว ที่เฝ้าแต่กลัวบางสิ่งบางอย่าง
     
     
    วันนี้โลกของผมถูกเปิดออก
    อาจเพราะเป็นช่วงเวลาของมัน
     
    สัตว์น้อยใหญ่ พอถึงฤดูหนาวก็พากันจำศีล นั่นเพราะเป็นเวลาที่มันควรจะอยู่เพียงลำพัง
    เพราะมันต้องดูแลตัวของมันเอง
     
    และวันนึงเมื่อถึงเวลา
     
     
     
    เช่นเดียววันนี้
     
     
     
     
     
     
    ผมยังจำได้อย่างแม่นยำถึงความรู้สึกเมื่อครั้งนั้นที่แสนนานมาแล้ว
    หลายครั้ง หลายคราว ที่มองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น
    มันเป็นสิ่งดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคนหนึ่งคน
    แม้คงอยู่เพียงไม่นาน หลายสิ่งถูกกำหนดด้วยวันเวลา
    ทำให้สิ่งดีๆ ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำว่าอดีต
     
     
    แต่ผมดีใจ
     
    และขอบคุณทุกความรู้สึกดีๆนั้น อย่างสุดซึ้ง
     
     
     
    ผมทบทวนตัวเองให้แน่ใจ ก่อนจะก้าวออกไปก้าวใหม่
     
    ซึ่งอนาคตผมไม่อาจรู้ได้
     
     
    มันอาจเป็นดั่งฝัน
    หรืออดีตอาจกลับมาซ้ำรอยลงอีกครั้งก็ได้
     
     
    มันอาจไม่ได้เป็นแบบที่ผมคิด
    อาจไม่ได้เป็นแบบที่เห็น
    อาจจะเป็นความเข้าใจผิดเล็กๆ
     
     
    ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงต้องยอมรับ
     
     
     
     
    ผมคงทำได้แค่เฝ้าหวัง
     
    ให้สิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้น
     
     
     
    ทั้งกับตัวผมเอง
     
     
     
     
     
     
    และ....กับเรา
     
    -------------------------------------------------
     
    ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ... เธอจะเชื่อไหม
    มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงาม  เหมือนเพลงทั่วไป

    อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้
    แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย...ดาย

    เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน
    มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆกัน

    แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น
    เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน


    *ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน*
    อยู่ด้วยกันตราบนานๆ ดั่งในใจความบอกในกวี
    ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
    *คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง*



    มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย
    และที่ผ่านมาฉันใช้เวลาเพื่อหาความหมาย


    แต่ไม่นานก็เพิ่งรู้ เมื่อทุกครั้งที่มีเธอใกล้
    ว่าถ้าชีวิตคือทำนอง เธอก็เป็นดังคำร้องที่เพราะและซึ้งจับใจ



    ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน
    อยู่ด้วยกันตราบนานๆ ดั่งในใจความบอกในกวี

    ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
    คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง

    -------------------------------------------------
    Dot...space (กันและกัน)
    November 19

    Worth Fog

     
     
    วันธรรมดา ผ่านไปทุกวัน
    คุณเคยคิดจะเปลี่ยนมันดูบ้างมั้ย
     
    วันเดิมๆ
    ชีวิตเดิมๆ
     
    ความแตกต่างระหว่าง ความเป็นธรรมดา และ ความพิเศษ
    บางทีอาจเป็นแค่รายละเอียดเล็กๆ
    บางทีอาจเป็นสิ่งยิ่งใหญ่
     
     
    ความรู้สึกเป็นเรื่องที่แสนจะละเอียดอ่อน
     
    นั่นแล้วแต่ความสามารถในการขวนขวายหาความรู้สึกดีๆของแต่ละคน
     
     
     
     
    บางทีวันหยุดธรรมดาๆในฤดูหนาว
     
    คุณคงอยากอบอุ่นภายใต้ผ้าห่ม
    คุณคงอยากจะจิบชาร้อนหรือกาแฟซักถ้วยในห้องเดิมๆ
     
    ผมเป็นแบบนั้น
    เพราะเป็นแบบนั้น
     
    ผมเลยไม่เคยรู้เลยว่า...
     
     
     
     
     
     
    ด้านนอกที่มันเหน็บหนาวนั้น..... 
     
    มีความอบอุ่นอยู่เช่นกัน
     
     
     
     
    ลองออกไปดู
    ลองออกไปเดิน
     
     
     
    คุณอาจรับรู้ถึงสิ่งที่พิเศษได้เช่นกัน
     
    ในขณะที่คุณกำลังโอบรับความรู้สึกดีๆนั้นไว้
    คุณก็กำลังเป็นคนที่ถ่ายทอดความรู้สึกดีๆให้กับคนอื่นที่ต้องการมันเช่นกัน
     
     
    บางทีคุณอาจไม่ต้องหนาวสั่นเพียงคนเดียวภายในห้องเดิมอย่างที่เคยเป็นมา
     
     
     
    แม้ว่าความสุขนั้นมันยังเลือนลางกลางหมอกขาว
    หรือมันอาจพัดเลยไปเช่นเดียวกับลมหนาว
     
     
    แต่ความรู้สึก ยังตรึงอยู่
     
    ในทุกๆที่ที่คุณย่างก้าวลงไป
    ในทุกๆที่ที่คุณสัมผัส
    ในทุกๆภาพที่คุณได้เห็น
    ทุกเสียงของการได้ยิน
    รสชาติ กลิ่น
     
    ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอบอวล
     
     
     
     
     
    ก่อตัวเป็นความอบอุ่น
     
     
    เกิดขึ้นภายในใจ
     
     
     
     
    ไม่หมดไป
     
    ไม่มีวันลืม.....
    -------------------------------------------------------
    ปล.   - less is more
           - word is not meaning
              word is not feeling
              meaning & feeling is in the midst of us
    -------------------------------------------------------
    Dot...space (เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว)
    November 11

    shortstory 20 : ลมหนาว และ แสงตะเกียง (Fables Man)

     
    Fables Man
    -----------------------------
     
     
     
    the first story
    ----------------------
     
       
     
    นี่เป็นเส้นทางเดิมๆที่ผมจะต้องผ่านในทุกวัน
    แต่นี่เป็นอีกวัน.... ที่ต่างออกไป
     
    ฤดูหนาวกำลังปกคลุมไปทั่วหมู่บ้านของผม
    ไม่เว้นแม้แต่ร่างกาย หรือแม้กระทั่ง หัวใจเล็กๆดวงหนึ่ง
     
    บ้านของผมเรียกได้ว่ายากจนเลยก็ว่าได้
    แต่ผมก็พอใจในสิ่งที่มันเป็นอยู่ในตอนนี้
    ผมมีความสุขดี และยังยิ้มได้
     
    เพียงแต่วันนี้.... วันที่ต่างออกไปจากวันเดิมๆ
     
     
     
    ผมเดินเหม่อลอย แหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า 
    เมฆรูปต่างๆ ค่อยๆลอยผ่านหัวของผมไป
    ผมหัวเราะในรูปทรงที่แปลกประหลาดของเมฆต่างๆ
    หรืออีกนัยหนึ่ง ก็แค่เสียงที่หัวเราะที่ปลอบประโลม
    จิตใจที่กำลังมืดบอดเต็มที
     
     
    เมื่อคืนนี้ คุณยาย ซึ่งเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของผม
    ได้จากไปยังที่แสนไกล พร้อมๆกับลมหนาวที่โชยเข้ามา
    และน้ำตาก็หยดลงอย่างไม่รู้ตัว
     
    คุณยาย ไม่เอ่ยลาใดๆ
    บนโต๊ะเล็กๆ มีข้าวจานหนึ่งถูกวางไว้
    ควันอุ่นๆยังคงลอยฟุ้ง
     
     
    ก่อนที่โลกของผมจะเงียบสงัด ตั้งแต่วินาทีนั้น
     
    จวบจนตอนนี้.....
     
     
     
     
     
    ผมเลิกมองก้อนเมฆเหล่านั้นแล้ว เพราะการแหงนหน้าเดินของผม
    ทำให้ผมชนเข้ากับคนคนหนึ่ง
     
      
     
    "ขอโทษฮะ"
     
    ชายแก่ในชุดขาว ค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นจากพื้น หลังจากโดนผมกระแทกซะเต็มแรง
     
    "ไม่เป็นไร ไอ้หนุ่มน้อย..." ชายแก่พูดขึ้น ขณะที่มือยังคงปัดฝุ่นผงที่ติดขึ้นมาจากถนน
     
    ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที
    ความอยากรู้อยากเห็น คงเป็นสิ่งที่ติดตัวมากับเด็กทุกคน
     
    "ชุดลุง แปลกๆนะฮะ"
     
    "อ่อ.... ลุงเป็นนักเล่านิทาน รู้จักมั้ย นักเล่านิทาน" ชายแก่พูดพร้อมกับมองชุดสีขาวยาวของตัวเอง
     
    ผ้าขาวคลุมตั้งแต่ไหล่จนถึงหัวเข่า ไม่มีรองเท้า ทั้งยังถือกิ่งไม้เล็กๆไว้ในมือ
     
     
       
     
    "ไม่รู้จักหรอกฮะ มีด้วยหรอ นักเล่านิทาน" ผมพูดแม้ในใจจะคิดว่า ชายแก่นี่ต้องเป็นขอทานดีๆนี่เอง
     
     
    "นักเล่านิทาน คือผู้ที่หอบหิ้ว ความเชื่อ อดีต และ จินตนาการ มาสู่ผู้คน"
    "ผ่านความรู้สึก เข้าถึง จิตใจ" ชายแก่พูดพร้อมกับ เอากิ่งไม้เล็กๆนั่นชี้มาที่หน้าอกของผม
     
    "คะ....ครับ"  ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร
     
     
    "สนใจจะฟัง ซักเรื่องมั้ยหล่ะพ่อหนุ่ม"
     
    "เอ่อ... ไม่ดีกว่าครับ ผม.."
     
    ชายแก่หยิบเก้าอี้ตัวน้อยออกมาจากด้านหลัง
    และนั่งลงอย่างสงบ
     
    "นิทานแห่งลมหนาว และ แสงตะเกียง"
     
    น้ำเสียงที่น่าหลงไหล และแววตาอันแสนอ่อนโยน
    ทำให้ผมนั่งลงกับพื้นถนนในทันที
     
     
       
     
    "ฤดูหนาว.. เมื่อนานแสนนานมาแล้ว"
    "นกน้อยตัวหนึ่ง โผบินอย่างอิสระบนท้องฟ้ากว้าง"
    "วันหนึ่งมันหลงฝูง นกน้อยกลับต้องอยู่อย่างเดียวดาย"
    "แม้ท้องฟ้ากว้าง แม้โบยบินได้อย่างอิสระ แต่มันเลือกที่จะเกาะอยู่บนยอดไม้"
    "กระรอกตัวหนึ่งผ่านมา พร้อมกับถามเจ้านกว่า เจ้าไม่บินแล้วรึ?"
     
     
       
     
    ผมยังคงตั้งใจฟังราวกับมีมนต์สะกดให้ผมจดจ่ออยู่กับมัน
     
    "ไม่แล้ว ข้าไม่อยากบิน"
    "แต่เจ้ากำลังจะตายนะ"
    "ทำไมข้าจะตาย ในเมื่อตอนนี้ข้าก็ยังมีอาหารอยู่มากมาย"
    "ไม่ใช่ปีกของเจ้า และ ไม่ใช่ตัวของเจ้าที่กำลังจะตาย"
    "กระรอกน้อยหายลับไปพร้อมทิ้งคำพูดให้เจ้านกได้ขบคิด"
    "ผ่านไปแล้วนานแสนนาน เจ้านกยังคงอยู่ที่เดิม"
     
     
     
    "กระรอกตัวเดิม กลับมาอีกครั้ง"
    "เจ้านี่ ไม่คิดจะไปจากที่นี่จริงๆหรอ กระรอกเอ่ยถาม"
    "วันนี้ข้าหมดแรงแล้ว ปีกของข้า ขยับไม่ได้อีกแล้ว"
    "โอ้... เจ้านกน่าสงสาร ข้าคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้"
    "สิ่งเดียวที่ข้าพอจะหยิบยื่นความหวังให้กับเจ้าได้"
    "คือบอกเล่าถึงตำนานของดวงไฟแห่งเหมันต์"
     
     
       
     
    "กลางฤดูหนาวที่ความมืดปกคลุมโลกใบนี้"
    "ไม่มีแม้ดวงดารา หากเจ้าภาวนา เจ้าอาจพบดวงไฟนั้น"
    "ว่ากันว่า ต่อหน้าดวงไฟ ความปรารถนา ทุกอย่างจะเป็นความจริง"
    "แล้วกระรอกก็หายลับไปพร้อมสายลม"
    "นกน้อยนับวันนับคืน นึกถึงความผิดพลาดในอดีต"
    "และความเหงาก็เข้ามาเกาะกินจิตใจทีละน้อย ทีละน้อย"
     
    ชายแก่ ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเก็บเก้าอี้ไว้ด้านหลังอีกครั้ง
     
    "ไปหล่ะนะ ไอ้หนุ่ม..."
     
    "เดี๋ยว!! สิฮะ ลุง"
    "ลุงยังเล่าไม่จบเลยนะครับ"
     
    ชายแก่หันหน้ากลับมาอีกครั้ง
     
    "เมื่อฤดูหนาว คืนที่มืดมิด หากเจ้าภาวนา"
     
     
    "เจ้าจะพบตะเกียงแห่งแสงสว่าง"
     
     
     
     
     
    "และมัน จะมอบบางสิ่ง แก่...เจ้า"
     
     
     
    ชายแก่เดินหายลับไปกับหมอกจางๆ
     
    แม้นิทานจะเป็นเรื่องเล่าสำหรับเด็ก
    บ้างก็แต่งขึ้น บ้างก็เป้นแค่ความเชื่อ
     
     
    แต่ผมบอกได้เลยว่า จากตรงนี้ ณ ตอนนี้
     
     
     
     
     
     
     
    ผมเชื่อหมดทั้งหัวใจ....
     
     
    และรอคอยการมาถึงของตะเกียง
     
     
     
     
    .....
     
     
     
    ......
     
     
     
     
     the second story
    -----------------------------------
     
    วันนี้อากาศหนาวอย่างรู้สึกได้
    ฉันมองผ่านหน้าต่างบานใหญ่
     
    หิมะ ค่อยๆ โปรยลงมา
     
     
    เป็นอีกวันที่เปี่ยมสุข
     
     
    "ทานข้าวกันเถอะ ลูก"
    เสียงของแม่เรียกดังมาจากข้างล่าง
     
    "ค่ะ เดี๋ยวลงไปค่ะ"
     
     
         
     
    นี่ก็เป็นอีกมื้อนึงที่เรากินข้าวกันอย่างพร้อมหน้า
    โต๊ะที่แสนอบอุ่น
    เสียงของไม้ที่ถูกเผาเป็นเชื้อเพลิง
    สร้างความอบอุ่น อบอวล ภายใต้บ้านของฉันหลังนี้
     
     
    "เป็นยังไงบ้างลูก วันนี้ไปโรงเรียน"
    "ดีค่ะ"
     
     
    "เอ่อ ใช่ค่ะแม่ วันนี้หนูเจอชายแก่ ท่าทางประหลาดๆ"
    "ทำไมหล่ะลูก อย่าไปเข้าใกล้นะ คนพวกนี้"
    "ป่าวหรอกค่ะ เค้าบอกว่าเค้าเป็น นักเล่านิทาน แล้วก็เล่านิทานให้หนูฟังเรื่องนึงค่ะ"
     
    พ่อและแม่ยังคงทานอาหารบนโต๊ะอย่างไม่รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องที่ฉันเล่า
     
     
    หรือมันเป็นแค่เรื่องธรรมดาๆ ไม่ได้มีความน่าสนใจเลย
    แม้ฉันจะถูกสอนให้มีเหตุและผลมาตลอด
     
    แต่ความสนใจใน นิทาน คงเป็นสิ่งที่ติดตัวมากับเด็กทุกคนก็เป็นได้
     
    ฉันค่อยๆนึกย้อนเหตุการณ์เมื่อตอนเย็นอีกครั้ง
     
     
         
     
    "แม่หนู สนใจฟังนิทานซักเรื่องมั้ย"
    "นิทานแห่งลมหนาว และ แสงตะเกียง"
     
    ทันทีที่ชายแก่เอ่ยคำพูดออกมา ราวกับว่าถูกสะกดให้หลงไหล
    ฉันนั่งลงทันที และฟังอย่างตั้งใจ
     
    "ลมหนาวพัดมาทุกฤดู เจ้าลมหนาว"
    "ทุกครั้งที่เจ้าลมหนาวผ่านมา ต้นไม้น้อยใหญ่ก็เปลี่ยนไป"
    "สัตว์ต่างๆพากันเก็บตุนอาหาร บางตัวก็ตายไปเพราะความหนาว"
    "แต่นี่คือความสมดุลของโลก เจ้าลมหนาวจึงต้องทำหน้าที่อย่างนี้ตลอดไป"
     
    "วันหนึ่ง.. เจ้าลมหนาวพบกับดวงไฟ"
    "มันอบอุ่นอย่างประหลาด มันเปี่ยมไปด้วยความสุข อย่างไม่เคยพบเจอ"
    "นี่คงเพียงพอแล้ว เจ้าลมหนาวเฝ้าคิดในใจ"
     
     
       
     
    "กาลเวลาผ่านไป ลมยังคงพัดอย่างไม่มีวันหยุด"
    "แต่แล้วไม่นานความสุขก็พลันหายไป เมื่อเจ้าลมหนาวทำดวงไฟดวงนั้นหาย"
    "ลมหนาวออกตามหาดวงไฟอย่างไม่สนใจสิ่งใดๆ"
    "ฤดูหนาวจึงยาวขึ้นกว่าทุกปี"
     
       
     
    "ลมหนาวพัดไปยังทุกหนทุกแห่ง"
    "จนในที่สุดก็พบเข้าจนได้ เจ้าลมหนาวพบกระรอกตัวหนึ่ง"
    "กระรอกตัวน้อยนอนตาย ไม่ขยับ ในอ้อมกอดยังคงกอดดวงไฟไว้แน่น"
     
       
     
    "ไม่ใช่เพียงเราที่ต้องการความอบอุ่น เจ้าลมหนาวสำนึกใจ"
    "ลมหนาวพัดพาดวงไฟกลับไปอีกครั้ง พร้อมกับเจอสภาพความเป็นจริง"
    "ฤดูหนาวที่ยาวนาน ทำให้สัตว์น้อยใหญ่ตายลงมากมาย"
    "ซากนกฝูงใหญ่ กระจายอยู่เต็มผืนหิมะ"
     
    "เจ้าลมหนาวเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น"
    "ต่อไปนี้ เราจะพัดพาดวงไฟไปพร้อมกับความหนาว"
    "และมอบมันให้กับสิ่งมีชีวิตทุกตัวที่ต้องการมัน"
     
    "หลังจากครั้งนั้นมายาวนาน"
    "ลมหนาวกลับมาอีกครั้ง"
    "เหล่าสัตว์มากมายล้วนวอนขอดวงไฟจากสายลม"
    "เจ้ากวางที่น่าสงสาร หมาป่าผู้หิวโหยและหนาวสั่น"
    "และสัตว์ต่างๆอีกมากมาย"
    "ทำอย่างไร เมื่อดวงไฟ มีเพียงดวงเดียว"
     
     
    แค่นั้นเอง....
    ชายแก่หยุดเรื่องเล่าลงแค่นั้น
     
    "แล้วเป็นยังไงต่อหล่ะคะ"
     
    ไม่มีคำตอบใดๆ 
    ชายแก่เพียงทิ้งท้ายคำพูดบางอย่างไว้
     
        
     
    "แม่หนู มีความสุขแล้ว จริงๆ หรือ?"
    "ความสุขของเจ้าจริงๆจะมาพร้อมลมหนาว"
    "หากเจ้าพร้อมที่จะส่งต่อตะเกียงที่แสนอบอุ่นเพียงอันเดียว"
    "ไปยังใคร ซัก คน"
     
     
    ทุกถ้อยคำ ทุกคำพูด
    ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของฉัน
     
     
     
     
    "อิ่มแล้วค่ะ.."
     
    หลังจากนึกเหม่อลอยอยู่นาน
    ฉันก็พาตัวเองกลับมายังโต๊ะกินข้าวในบ้านของฉัน
     
    "เรื่องแปลกๆหรอลูก"
    "วันนี้พ่อก็เจอนะ มียายแก่คนนึง"
    "มาขอข้าวสารจากบ้านเรา"
     
    "หรอคะ"
    ฉันตอบพร้อมกับยกแก้วน้ำขึ้น
     
    "คนสมัยนี้ไม่รู้จักทำมาหากิน เที่ยวขอคนอื่นไปวันๆ"
    "คนอย่างนี้ ไม่น่าให้หรอก ไม่ใช่แค่ข้าวสาร"
    "ต่อให้ขอแค่ไม้ขีดไฟ ยังไม่อยากจะให้เลย"
     
    "ก็เป็นแบบนี้แหละคุณ คนเรามีหลายแบบ"
    "เรามี ก็ให้ๆ เค้าไปบ้างเถอะนะ"
    แม่เอ่ยขึ้นและลุกเก็บจานข้าวเดินไปยังห้องครัว
     
     
    วันนี้เป็นอีกครั้งที่ฉันมีความสุขในบ้านหลังนี้
     
    ได้กินจนอิ่ม
    ได้นอนเตียงนุ่มๆใต้ผ้าห่มอุ่นๆ
     
     
     
    ที่ไหนเลย จะมีความสุข...
     
     
     
     
     
     
     
     
    เหมือนบ้านหลังนี้
     
    ......
     
     
     
     
     
    ......
     
     
     
    ไม่มีตอนจบของนิทาน
     
    ไม่มีใครรู้จุดจบของนกน้อยตัวนั้น
     
     
     
     
    ไม่มีใครรู้อนาคต
     และ
     โชคชะตาของตัวเอง
     
     
     มนุษย์ทำได้แค่เพียง
    เฝ้าภาวนาว่า
     
     
     
     
    "ขอให้สิ่งดีๆเกิดขึ้น"
    "ในยามที่ย่ำแย่ที่สุด"
     
     
     
     
     
     
    ก็แค่นั้นเอง
     
     
     
        
    .............................................
    ลมหนาวพัดอยู่ทุกวัน
    พัดมาทุกปี
     
     
    ความเหงา
    ความเดียวดาย
    และ
    ความหวัง
     
    ถูกพัดมาพร้อมๆกัน
     
    ณ ที่แห่งนี้
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "แล้วพวกคุณหล่ะ"
     
     
     
     
     
     
     
     
    "สนใจ..."
     
     
     
     
      
     
    "ฟังนิทานซักเรื่องมั้ยหล่ะครับ"
     
    -------------------------------------------
    ปล. - ไปๆมาๆก็กลับมาเล่าเรื่องแนวนี้อีกแล้ว แย่จังๆ
            เรื่องรักๆแต่บวกปัญหาสังคมอีกแล้ว อย่าพึ่งเบื่อกันหล่ะ
         - ลดน้ำหนักนะ เหอะๆๆ เอาอีกแล้ว
         - จะลองดีมั้ยนะ ยังไงดี ถึงเวลาแล้วมั้ง
         - อย่าลืมไปอ่านเรื่องที่แล้วด้วยหล่ะ เชื่อมโยงกันนิดหน่อย
    -------------------------------------------
    Dot...space(โชคชะตา)
    November 03

    shortstory 19 : ลมหนาวเจ้าเอย (Snow Sad Song)

     
    Snow Sad Song
     
     
    อะไรที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ
    อาหาร?
    ที่พักอาศัย?
    เสื้อผ้าอาภร?
    ข้าวของเครื่องใช้?
    หรือว่า
    ความรัก?
     
     
    งั้นหรือ...
     
     
     
     
     
    "ลมหนาวผ่านไป...   นกน้อยเดียวดาย...."
     
    "ลัน...ลั่น..ลา....ลัน....ลัน....ลา...."
     
     
    เมื่อลมหนาวพัดมาอย่างช้าๆ
    โลกของผมก็ค่อยๆถูกเปลี่ยนไป
     
    หมอกที่ทำให้ตาของผมพร่ามัว หรือจะเป็นเพราะอาการขาดสารอาหารของผมกันแน่
    สองมือยังคงถูกวางไว้บนคอนกรีตเย็นชืด ราวกับไม่สนใจความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้
    ท้องฟ้าสลัว แดดที่เคยจ้า วันนี้กลับจางไป ดังชีวิตคนที่มีวันสว่างและรี่ลงตามกาลเวลา
     
     
    ผมตัวสั่น...
     
     
     
    บนถนนซึ่งผู้คนเดินผ่านไปมาตามเส้นทางของแต่ละคน
    ผมได้แต่เพียงสงสัยว่า เส้นทางของคนเหล่านั้นจะมาบรรจบกันเมื่อใด
    ผมเฝ้าสงสัยว่า เส้นทางของคนเหล่านั้นจะมาบรรจบกับผมเมื่อใด
     
     
    บนถนนซึ่งมีความอบอุ่นอยู่มากมาย เสื้อกันหนาวสีสันสวยงาม บ้างก็มีผ้าพันคอ
    บางคนเดินแอบอิงซึ่งกันและกัน
    แต่ผมทำได้เพียง หันมองไปยังอีกมุมนึงของถนน
    เด็กน้อยพเนจรไม่ต่างกันกับผมนอนกอดเข่าคุดคู้ ลมหายใจที่ออกมาเป็นไอค่อยๆลอยไปในอากาศ
    หากเพียงแต่มันดูเบาบางลงทุกขณะ และคงไม่เพียงเด็กผู้นี้เท่านั้นที่กำลังเผชิญกับบททดสอบที่โหดร้าย
    ของธรรมชาติ หรือไม่มันก็อาจเป็นเพียงบทบทสอบที่น่าเวทนาจากสังคมนี้เอง
     
     
    ผมค่อยๆขยับตัวแม้มันจะยากลำบากเสียเหลือเกิน มือชาจนไม่อาจรับรู้ความรู้สึกได้อีกแล้ว
    ขาที่สั่นค่อยๆพยุงร่างสกปรกให้ค่อยๆเคลื่อนตัวไปข้างหน้าช้าๆ
    ผมไม่รู้ว่าผมใช้เวลาไปเท่าไหร่ โลกช่างหมุนเร็วเหลือเกิน เร็วจนหากคุณไม่พยายามสังเกต
    สิ่งมีชีวิตที่คล้ายซากเน่าๆอย่างผมและเด็กคนนี้แล้ว ถนนเส้นนี้คงดูว่างเปล่าและสะอาดตาดั่งเช่นวันทุกวัน
     
     
    ผมทิ้งตัวลงข้างเด็กน้อยคนนั้น
     
    อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ผมก็ได้เริ่มต้นบทสนทนาอย่างเป็นกันเองขึ้น
     
    "เป็น...ไง  บ้างหล่ะ...  ทนไหวมั้ย เรา...หน่ะ"
     
    เด็กน้อยค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองผม ก่อนจะฟุบตัวลงนอนอีกครั้ง
     
    "ผมจะ...ตาย......มั้ย..."
    "เหมือน....จะ....ตาย.....ให้ได้..เลย"
     
     
    "ทำไมพูด....จา.....ตุ๊ด....อย่างงั้น....วะ"
    "เป็น....ผู้ชาย....ไม่...ใช่.....หรอ...เราหน่ะ"
     
     
    ผู้คนยังคงผ่านไปมา ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ช้าๆ เวลาของผมเหมือนจะถูกหยุดลง
     
    "พี่คะ..."
     
    เสียงนึงแทรกขึ้นกลางวงสนทนาที่แสนจะต้อยต่ำนี้
     
    "แม่ให้หนูเอาผ้าห่มมาให้ หน่ะค่ะ" เด็กสาว ยิ้ม อย่างอ่อนโยน
     
    ความอบอุ่นแทรกตัวเข้ามาในร่างกายที่อ่อนล้านี้
    ด้วยรอยยิ้มเพียงครั้งเดียว จากคนเพียงคนเดียว
     
    ผมค่อยๆยื่นมือรับความหวังดีนั้น แล้วค่อยๆห่มให้กับเด็กน้อยที่นอนสั่นไม่สนใจสิ่งรอบข้างใดๆ
     
    เด็กสาวจากไป
     
    ลมหนาวยังคงโหมกระหน่ำ ใบไม้ใบสุดท้ายจากต้นไม้ตรงหน้าเราทั้งสอง ค่อยๆร่วงลงถึงพื้น
     
    เด็กชายค่อยๆอาการดีขึ้น วันนี้เค้าสามารถลุกขึ้นได้อีกครั้ง เพียงแต่ ความหิว ก็เริ่มสร้างปัญหาให้กับเราทั้งสองอีกครั้ง
     
    "ไม่มีอาหาร เราจะตายกันมั้ย" เด็กชาย พูดแบบสิ้นหวังอีกครั้ง
    "ไอ้บ้านี่... คำก็...ตาย....สองคำ....ก็ตาย"
    "ไปโน่น....ไป.....ร้าน...อา....หาร...แถวนี้.....คง..มี...อะไรกิน..บ้าง....แหละ"
     
    ความหนาวเย็นไม่ได้หมดไปซักนิดเลย
    ผมนั่งรอเด็กชายที่รีบวิ่งออกไป เพื่อความหวังเล็กๆ ของวันนี้
     
     
    เสียงรถยนต์วิ่งผ่านไปมา เริ่มค่อยๆเงียบลง หรือประสาทสัมผัสของผมอาจกำลังเสื่อมลงก็เป็นได้
     
    "พี่คะ"
     
     
     
     
    "พี่คะ"
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "พี่คะ!!!!"
     
     
    ผมค่อยๆลืมตาขึ้น เด็กสาวคนเดิมอีกแล้ว
     
    ผมยิ้มให้เธอบ้าง แม้รอยยิ้มอาจดูเย็นชาไปซักนิด
    แต่นั่นคือเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเหลืออยู่
     
    "แม่ให้หนูเอา ข้าวมาให้พี่ค่ะ"
     
     
    ข้าวกล่องนึงถูกวางไว้ และเด็กน้อยก็เดินฮัมเพลงจากผมไป
     
    ไม่ทันได้กล่าวขอบคุณเลยซักครั้ง
     
     
    ข้าวกล่องนั้นยังคงวางอยู่ที่เดิม....
     
     
     
     
     
     
     
    เด็กชายกลับมาด้วยสีหน้าผิดหวัง
    ความหวังในการมีชีวิตมันช่างริบหรี่เต็มที
    หมอกจางๆเลื่อนลอยผ่านพวกเราไปอย่างเงียบสงัด
    ไม่ทิ้งสิ่งใดไว้เลย
     
     
     
    "พี่....ผม... อ้าวนี่ข้าวนี่หน่า.."
    เด็กชายรีบนั่งลงและกินด้วยความหิวโหย
     
    "พี่.. กินรึยังหล่ะ  แบ่งกันดิพี่... ผมวางไว้นี่นะ"
     
    ข้าวเพียงไม่กี่คำยังไม่ทันได้ย่อยลงถึงกระเพาะดีเลยเสียงเด็กสาวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
     
    "พี่คะ... มีอีกนะคะ ข้าวและผ้าห่ม พี่ไปเอาที่บ้านหนูสิคะ"
    เด็กชายไม่ลังเลเลยที่จะลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว และเดินตามเธอไป
     
    "เดี๋ยวผมมานะพี่ รออยู่ตรงนี้  เราจะมีผ้าห่ม... เราจะมีข้าวกินแล้วพี่"
    เด็กชายวิ่งด้วยความดีใจ และมีความสุขที่สุดในชีวิต
     
     
     
     
    ลัน....ลัน....ลา....
    .........
     
    ลมหนาวผ่านไป...   นกน้อยเดียวดาย....
     
    ลมหนาวเจ้าเอย...   ได้ยินเสียงฉันมั้ย....
     
    ลมหนาวเจ้าเอย...   รับฉันไว้... ในอ้อมกอด...ที
     
    ลมหนาวเจ้าเอย...   ฉันไม่บินแล้ว...
     
    ลมหนาวเจ้าเอย...   ฉันทำได้เพียงไปตามสายลมแห่งนี้...
     
    ลมหนาวเจ้าเอย...   ได้ยินเสียงฉันที....
     
    ลมหนาวเจ้าเอย...   รับฉันไว้... ในอ้อมกอด...ที
     
    ลมหนาว.....เจ้าเอย.......
     
    .........
    ลัน....ลัน....ลา....
     
     
    นี่คือเสียงเพลง เสียงสุดท้าย ที่ผมได้ยินตอนที่เด็กสาวฮัมเพลงเดินจากผมไป
    และภาพสุดท้าย...
     
     
     
     
    คือด้านหลังของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดเอี๊ยมสีแดง
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    น่าเสียดาย
     
     
    ที่ผมไม่ได้รับรู้ถึงรสชาติสุดท้าย
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    จากอาหารที่แสนวิเศษกล่องนั้นเลย
     
     
     
    แต่ก็....
    ขอบคุณจริงๆ....
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ลมหนาวเจ้าเอย...   ได้ยินเสียงฉันมั้ย....
     
     
     
     
     
     
    ลมหนาวเจ้าเอย...   รับฉันไว้...
     
     
     
     
     
     
     
     
    ในอ้อมกอด...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ที....
     
     
    ---------------------------------------------------------------
    ปล. - เข้าหน้าหนาวแล้วนะคร๊าบบบ ประเดิมด้วยเรื่องเศร้าๆอีกแล้ว บรรยากาศในเรื่องก็เดิมๆ อีกแล้ว
            แต่ความจริงแล้วมีอะไรเปลี่ยนไปเยอะเลย นะเนี่ย.. ใครจารู้
         - หน้าหนาวก็จะเริ่มละครับ อาการเหงาๆ เศร้าๆ จะทวีคูณ ดูแลรักษาตัวเองกันดีๆหล่ะ
    ---------------------------------------------------------------
    Dot...space(ลมหนาวอันแสนอบอุ่น ตอนหน้า)