anupap's profileบางทีลองมองหาความสุขรอบๆ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
December 26 shortstory 23 : ทางเลือก (My dream in winter)ทางเดินสีขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา
หิมะยังคงโปรยปราย
ราวกับสายฝนที่นำพาความชุ่มชื้นไหลลงชโลมดิน
หากแต่เพียงมันกลับนำพาความหนาวเหน็บ
มาสู่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย
และ มาสู่ หัวใจของผม
ก่อนที่ผมจะตอบคำถามกับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้
ผมยืนและเสพกลิ่นอายแห่งธรรมชาติอย่างมิระแวงสงสัย
ทั้งที่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ ผมยังยืนอยู่ในเมืองใหญ่
ที่มีเพียงตึกรามบ้านช่อง และผู้คนเดินกันผ่านไปมาอย่างกับฝูงมด
แต่ตอนนี้ ทางเดินยาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
ต้นไม้สูงใหญ่สองข้างทาง ไอหมอกทำให้ตาของผมพร่าวมัว
แต่ผมก็รู้สึกดีกับธรรมชาติที่พบนี้ หากเพียงมันอาจหนาวเกินไปสำหรับผมซักหน่อย
ไม่มีรอยต่อของเรื่องราว ผมมาที่นี่ได้อย่างไร
เมื่อเกิดเหตุการณ์อันไร้ซึ่งรอยต่อแบบนี้
ผมคงสรุปให้กับตัวเองได้เพียงอย่างเดียว
ผมกำลัง ...... ฝัน อย่างแน่นอน
ในฝันเรามักจะทำอะไรที่เหนือความคาดหมาย
ในฝันเรามักจะพบสิ่งที่ไม่อาจพบเจอ
ในฝันเราไม่ต้องกลัวสิ่งใด
ในความฝัน.... เรา เป็น เรา ได้อย่างสมบูรณ์
ผมเดินไปรอบๆ มองดูต้นไม้ใหญ่ ก้มลงหยิบจับเกล็ดของหิมะ
ก่อนที่จะค่อยๆเดินไปตามทาง ที่คล้ายว่าจะไม่มีวันสิ้นสุด
ผมเดินฮัมเพลงไปอย่างสบายใจ
ทางเดินที่ไม่สิ้นสุด
ทางเดินที่มองไม่เห็น
อาจพาคุณไปพบใคร
และอาจพาใครผ่านเข้ามาในชีวิตคุณ
มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินสวนทางผ่านมา
ผมหยุดเพื่อมองเธอ
เธอหยุดและยิ้ม
รอยยิ้มนั้นเป็นดั่ง
คำทักทาย
คำต้อนรับ
คำแสดงความรู้จัก
และคำว่าขอบคุณ
ขอบคุณที่ได้เจอใครซักคนในที่หนาวเหน็บเช่นนี้
ขอบคุณที่พบเธอ
เรานั่งคุยกับพักใหญ่ เธอก็ไม่รู้ว่าเธอมายังที่แห่งนี้ได้อย่างไร
เราสองคนพบกัน
กองไฟที่อบอุ่นถูกจุดขึ้น ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น
ความสุขปนเปื้อนมาที่หน้าและรอยยิ้มของเราสองคน
หากมันเป็นฝัน...
ผมคงกำลังฝันดี
แต่จะทำอย่างไร...
เมื่อฝันนั้นหมายความว่าเราต้องตื่น
นานพอสมควรที่เราได้แลกเปลี่ยนพูดคุยถึงชีวิตก่อนหน้านี้
ก่อนที่เราจะมาพบกัน
ผมไม่รู้ว่าฟังเธอพูดอยู่นานเท่าไหร่ ก่อนที่ผมจะเผลอหลับไป
ความเจ็บปวดวิ่งเข้ามาในร่างกาย
ผมค่อยๆพยายามฝืนเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้ง
พลางกวาดสายตาไปรอบๆ
ห้อง....ผมอยู่ในห้อง
มีสายระโยงระยางติดตัวผมอยู่
"คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ"
เสียงผู้หญิงคนหนึ่งรีบวิ่งมายังผม
"คุณได้ยินใช่มั้ยคะ" ผมพยักหน้าเบาๆ
"คุณรู้มั้ยคะ ว่าคุณเป็นลมสลบไปกลางถนน "
"มีคนแถวนั้นนำคุณมาส่งโรงพยาบาลค่ะ"
ผมนึกย้อนไป... คงจะจริง ผมจำได้ลางๆว่าผมยืนอยู่ในเมือง
ก่อนภาพทุกอย่างจะดับไป
"ดิชั้นไม่สามารถติดต่อญาติของคุณได้เลย" เธอถามพร้อมกับตรวจดูอาการของผม
แน่นอนอยู่แล้วครับ ที่ติดต่อญาติของผมไม่ได้
เพราะผมนั้นตัวเพียงคนเดียว ผมตอบเธอในใจ
เพราะผมยังไม่มีแรงพอที่จะขยับปากได้ในเวลานี้
"เดี๋ยวดิชั้นไปตามคุณหมอนะคะ อย่าพึ่งลุกเดินไปไหนนะคะ"
พยาบาลสาวเดินออกจากห้องไป
ผมกวาดสายตาไปรอบๆ ยังมีเตียงผู้ป่วยอยู่อีกมากมาย
ด้านขวาของผมเป็นเตียงว่างเปล่า
และด้านซ้าย มีหญิงสาวผู้หนึ่งนอนอยู่
พร้อมกับชายผู้หนึ่งที่กุมมือเธอไว้ทั้งน้ำตา
"ตื่นขึ้นมาเถอะครับ ผมขอโทษ ต่อไปนี้ผมจะไม่ทิ้งคุณไว้ลำพังอีกแล้ว"
นั่นเป็นคำพูดของชายหนุ่มคนนั้น
ประโยคนั้นดังก้องเข้ามาในหูของผม ก่อนที่ผมจะหลับลง...อีกครั้ง
"เป็นอะไรไปคะ คุณ"
เสียงของเธอและมือของเธที่เขย่าตัวผมเบาๆ
เธอบอกว่า ผมหลับไปนานมาก เธอไม่อยากที่จะต้องอยู่เพียงลำพัง
ผมขอโทษและโอบกอดเธอ
เมื่อครู่ผมคงฝันไป ฝันร้ายที่แสนเจ็บปวด
เพราะผมเห็นเธอนอนป่วยและชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเฝ้ารอเธอ
"ไม่ต้องกลัว ผมจะไม่หลับอีกแล้ว"
ผมไม่อยากจะเล่าความฝันนั้นให้เธอฟัง
ผมคงกลัว..... สิ่งที่จะเกิดขึ้น
เราอยุ่ด้วยกัน... นาน
สำหรับผมนานพอจะลืมทุกๆสิ่งที่ผ่านพ้นมา
แต่กับเธอ...
"อย่าทิ้งฉันไว้นะคะ"
"รู้มั้ย ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ ฉันเจ็บปวดกับการถูกทอดทิ้ง"
เธอเริ่มเล่าอดีตให้ผมฟังอีกครั้ง
ด้วยปัญหาในครอบครัวของผู้ชายคนนั้น
พ่อแม่ของเค้านั้นไม่ชอบจะให้เค้ามาพบกับเธอ เค้าไม่อาจต่อต้านสิ่งนั้นได้ และเธอก็ต้องรับกับโชคชะตาที่ร้ายกาจนี้
"ป่านนี้เค้าคง หาใครซักคนที่ดีได้แล้วหล่ะ" เธอพูดออกมา
ทั้งที่ผมรู้คำตอบอยู่แก่ใจ แต่ผมกลับนิ่งเงียบ
น้ำตาเธอเริ่มไหลลงที่ข้างแก้ม
มันมากเพียงใด ความรู้สึกของเธอนี้ ผมไม่อาจรับรู้
มือเธอยิ่งกอดผมไว้แน่น
แต่นั่นใช่สิ่งที่ผมต้องการจริงๆหรือ?
"นี่ .. หยุดร้องเถอะ"
ผมพูดพร้อมกับเอามือเช็ดน้ำตาของเธอ
"เค้าไม่ไปไหน เค้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลย"
"ถึงใครจะห้ามพวกคุณ แต่คนเหล่านั้นไม่อาจห้ามหัวใจของพวกคุณได้เลย"
"เค้ายังอยู่ข้างๆคุณ รอคุณกลับไป"
"คุณหลับมานานเท่าไหร่แล้ว คุณรู้มั้ย คุณคงต้องตื่นได้แล้ว"
คราวนี้กลับเป็นผมที่น้ำตาค่อยๆไหลอย่างไม่สามารถกลั้นเอาไว้ได้
"ที่นี่ คือความฝัน"
ชายหนุ่มคนนั้นได้เฝ้ารอเธอมานานแสนนาน
และความรู้สึกของเธอ ก็เฝ้ารอเค้าอยู่เช่นกัน
นั่นสมควรแล้ว
อดีตของผม
ไม่เคยอดทนเฝ้ารอใคร
ไม่เคยพยายามมอบสิ่งดีๆให้กับใคร
นั่นสมควรแล้ว...
นี่อาจเป็นการแก้ตัวซักครั้ง
ผมมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเธอ
"คุณไปจากที่นี่เถอะ.."
ทันทีที่ผมพูดจบ เธอค่อยๆหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มสุดท้าย
เธอหลับไป และอาจ.... ไม่มีวันตื่นขึ้นมา อีกเลย
"คุณ นี่คุณฟื้นแล้วหรอ"
ชายหนุ่มรีบโผกอดหญิงสาวด้วยความคิดถึง
"ผมขอโทด ต่อไปนี้ผมจะไม่ทิ้งคุณไปอีกแล้ว อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลย"
เธอร้องไห้แต่เปี่ยมไปด้วยความสุข
ฤดูหนาวผ่านพ้นชีวิตของเธอไป
"อย่าพึ่งขยับร่างกายมากนะคะ" พยาบาลสาวบอกกับเธอ
ตู๊ดดดดด ! เสียงสัญญาณที่ลากยาวบางอย่างดังขึ้น
"แย่แล้วค่ะ คนไข้เตียงที่ 4 ชีพจรหยุดเต้นค่ะ"
เสียงพยาบาลอีกคนรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับหมอ
"ไม่น่าเป็นไปได้นะคะ ก็ตะกี้ฉันยังคุยกับเค้าอยู่เลย"
ถ้ามันเป็นฝัน ก็คงเป็นฝันดีๆที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่
ผมยังคงนั่งอยู่ข้างๆร่างของเธอซึ่งหลับไป
ผมหนาวเหลือเกิน
สิ่งที่ผมทำได้ก็เพียง เฝ้าภาวนาให้เธอตื่นขึ้นมาในซักวันหนึ่ง
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน
ผมไม่รู้หรอกว่า สิ่งไหนคือความฝัน
ที่แห่งนี้...
หรือในโรงพยาบาลนั่น
แต่ที่ผมรู้คือ เราต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น
ถ้าที่นี่คือความฝัน
แล้วเธอเลือกที่จะตื่นขึ้น
ผมก็คง เลือกที่จะฝันต่อไปอย่างนี้
ตลอดกาล...
------------------------------------------------
ปล. - ในที่สุดก็ได้ลงเรื่องที่ตรงกับ ทีม ของ space ซักที แต่งไว้ตั้งนานละ
ไม่คิดว่ามานจา.....ขนาดนี้
- นอนเยอะไม่ดีคับ นอนเยอะแล้วขึ้นอืด
ฝันเยอะไม่ดีคับ ฝันเยอะแล้วลืมความเป็นจริง
- แต่จงยิ้ม ยิ้มให้กว้างที่สุด ไม่ว่าคุณจะเลือกอยู่ในโลกหรือในความฝันก็ตาม
------------------------------------------------
Dot...space (ฝันในฤดูหนาว) December 23 บันทึกความรู้สึก 07 : โชคชะตาโลกไม่เคยง่ายสำหรับผม
อีกครั้งที่โลกพยายามทำให้ผมรู้สึกว่า มันไม่ง่ายเลย
บางทีคุณอาจรู้สึกแย่ถ้าคุณเลือกที่จะเดินไปยังถนนซักทาง
แต่ปลายทางมันกลับย้อนมายังถนนเส้นเดิม
คุณคงเสียใจ
แต่ผมไม่ได้เจอถนนสายนั้น ... ผมเพียงแค่
พยายามฝืนใจเดินย้อนกลับออกมายังทางที่ผมเดินไป
นั่นเพราะทางเดินต่อไปมันแคบเหลือเกิน
และสำคัญที่สุด ทางเส้นนั้นก็มีคนคนนึงพยายามเดินเข้าไปอย่างมุ่งมั่น
ผมแค่ยืนดูสิ่งที่เค้าทำ
เวลาล่วงเลยผ่านไป วันแล้ววันเล่า
จากวัน เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี
วันนี้เค้าได้พยายามสำเร็จแล้ว เค้าเดินเข้าไปยังทางเล็กๆนั่น
และผมคงไม่อาจจะทำอย่างเค้าได้
หรือสิ่งที่เราสมควรทำที่สุด คือกลับออกไปใช่มั้ย?
ผมเคยโดนว่า ว่าชีวิตผมไม่เต็มที่เอาซะเลย
ถ้าเปรียบกับทางเดิน ผมคงเอาแต่เดินอยู่บนทางเก่าๆ
ไม่เคยคิดที่จะหาเส้นทางใหม่ๆ หรือพยายามไปสู่สิ่งใหม่ๆ
วันนี้ผมเลยลองก้าวออกไปซักครั้ง
เพียงแต่...โลกไม่ง่าย
ชะตายังคงเฝ้ามองผมอย่างขุ่นเคือง
ผมอาจเคยทำสิ่งเลวร้ายไว้มาก
อภัยให้ผมที
วันนี้ผมสำนึกแล้ว
ผมจะไม่ทำร้ายใครแล้ว
อย่าทำร้ายผมอีกเลย
คนที่ทำสิ่งที่ดี ก็ควรจะได้รับสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต สิ่งที่เค้าได้พยายาม
ต่อจากนี้ผมก็จะพยายามทำสิ่งที่ดีนะ
ถึงแม้ความเจ็บปวดของผมอาจยังไม่เทียบเท่า
อาจยังไม่พอที่จะได้รับสิ่งมีค่านั้น
หรืออาจเพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ของที่ผมควรได้รับอยู่แล้ว
หนัง ที่สร้างจากเรื่องจริงของชีวิต
ผมได้ดูได้เห็นได้ฟัง
อีกแล้ว น้ำตาไหลไม่หยุดอีกแล้ว ดูหนังทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที
ยิ้มพร้อมๆกับเสียใจ
ผมมันคนอ่อนแอจริงๆ
เมื่อไหร่หนังจะจบซะที
ผมหลงรักนางเอก
และผมก็ชื่นชมการกระทำของพระเอกอย่างสุดซึ้ง
รักของเค้าจะจบยังไง
และผมเอง
เป็นเพียง...... ผู้ชม
แค่นั้นเอง
------------------------------------------------
Dot...space (ยิ้มให้กว้างที่สุด) December 20 shortstory 22 : ละครรถเมล์ (Happy Bus)Happy Bus
มันเริ่มจากความสับสนในทุกๆเรื่อง
คุณอาจเคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับผมก็เป็นได้
บางครั้งสมองมันสับสน วุ่นวาย และเครียดกับเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ทุกคนต่างพยายามหาทางออกให้กับปัญหา
และนี่ก็เป็นวิธีการของผม....
ผมเดินออกจาบ้านตัวเปล่า มีเศษเหรียญติดตัวเพียงไม่กี่เหรียญ
แต่เป้าหมายของผมกลับเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง
ผมหยุดที่ป้ายรถเมล์ป้ายหนึ่ง
และเฝ้ารอ...รถที่จะพาผมส่งไปยังจุดหมายปลายทาง
รถคันแล้วคันเล่าผ่านเลยไป...
มันช่างน่าเบื่อหน่ายกับการที่ต้องเลือกสิ่งที่คล้ายๆกัน
แล้วสิ่งไหนจะดีที่สุด? รถคันไหนจะดีที่สุด?
การเฝ้ามองทำให้ผมลังเล หากเป็นเช่นนี้ผมคงไม่มีวันไปถึงที่หมายที่ต้องการ
และแล้วผมจึงตัดสินใจที่จะขึ้นรถคันที่กำลังตรงมายังป้ายที่ผมยืนอยู่
.......
.....
..
"สวัสดีค่ะ เชิญค่ะ" ประโยคที่ถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนของพนักงานเก็บค่าโดยสาร
เป็นประโยคแรกที่ผมได้ยินหลังจากก้าวเท้าขึ้นมาบนรถ มันทำให้ผมประหลาดใจบ้างเล็กน้อย
ผมรู้สึกถึงการต้อนรับ...
และยอมรับในตัวผม
"ที่นั่งว่างอยู่นะคะ เชิญค่ะ" พนักงานพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ผมค่อยๆนั่งลง และพบกับสิ่งที่ทำให้ผมเกิดความประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
นั่นคือ...
"พัด"
มีพัดถูกผูกติดไว้ที่หลังเบาะที่นั่ง ไม่ใช่ที่นั่งผมที่เดียว แต่ทุกๆที่นั่งล้วนมีพัดผูดติดอยู่
มีผู้โดยสารหลายคนที่หยิบมันขึ้นมาพัดอย่างสบายใจ
เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเจอเป็นประจำ
แต่สำหรับผมมันน่าแปลกใจมาก
ผมเข้าใจว่าบ้านเมืองของเราอยู่ในเขตร้อน
แสงแดดและอากาศที่อบอ้าวสร้างความรำคาญใจแก่คนทุกคน
จนแทบทุกบ้านต้องหันไปพึ่งเครื่องปรับอากาศ
เทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อคุณรู้สึกร้อน คุณก็จะวิ่งเข้าหาพัดลม ไม่ก็เครื่องปรับอากาศ
แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ กลับเป็นเพียง พัด...
และพัดมันก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์
มันทำให้ผมรู้สึกดีกับสังคมของเราเพิ่มมากขึ้นเลยทีเดียว
ผมเริ่มคิดเหม่อลอยไปไกล.....
จิตใจตอนนี้กลับทิ้งร่างกายอันอ่อนล้าไว้เบื้องหลัง
"ค่อยนะครับ เชิญครับ ขึ้นลงตามป้ายนะครับ" เสียงคนขับรถดังขึ้น
ดึงผมให้กลับมาสู่รถเมล์คันเดิม
รถเมล์ค่อยๆจอดเทียบป้าย มีผู้คนค่อยๆทยอยกันขึ้นมา
พร้อมๆกับเสียงกล่าวต้อนรับของพนักงานเก็บค่าโดยสารเช่นเดิม
ผมมองเหลือบเลยไปจากป้ายจอดรถ มีหญิงชรา กำลังวิ่งอย่างเร่งรีบเพื่อให้ทันรถเมล์สายนี้
ทันทีที่เห็น รถก็ถูกเคลื่อนขยับไปด้านหน้าอย่างช้าๆ จนถึงหญิงชราผู้นั้น
"ค่อยๆขึ้นนะครับยาย ไม่ต้องรีบ" เสียงคนขับรถดังขึ้นอีกครั้ง
"ขอบใจนะจ๊ะ" ยายพูดพลางก้าวขาขึ้นรถอย่างระมัดระวัง
เป็นโชคดีของยายที่เจอรถเมล์คันนี้
หรือเป็นสิ่งที่สมควรจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมดาในสังคมของเรา
ผู้คนมากหน้าหลายตาในเมืองใหญ่ ทุกคนต่างมีภาระและหน้าที่ต่างๆกัน
บนรถคันนี้ก็มีผู้คนมากพอ ...
มากจนทำให้ผมต้องลุกขึ้นเพื่อให้ หญิงชรา ได้มีที่พักอิง
"ขอบใจมากจ๊ะ"
"ขอบคุณมากค่ะ"
เสียงหญิงชราและพนักงานเก็บค่าโดยสารเอ่ยกับผมพร้อมกัน
รอยยิ้มค่อยๆออกมาที่มุมปากของผมอย่างไม่รู้ตัว
คำพูดเพียงน้อยนิดก่อตัวเป็นความรู้สึกมากมาย
พนักงานเก็บค่าโดยสารซึ่งไม่จำเป็นเลยที่จะต้องกล่าวขอบคุณในการกระทำของผม แต่เธอก็แสดงความรู้สึกของเธอออกมา
ตอนนี้ในจิตใจผมอบอวลไปด้วยความรู้สึกซึ่งไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
"ผ่านตลาดมั้ยจ้ะ" ยายถามหลังจากที่ส่งค่าโดยสาร
"ตลาดไหนคะยาย ใช่ตลาดที่ใกล้ๆกับทางแยกที่มีทางด่วนใช่มั้ยจ๊ะ"
"จ้ะๆ นั่นแหละ"
"เดี๋ยวใกล้ถึงแล้วหนูจะบอกนะจ๊ะยาย"
"ขอบคุณค่ะ" หญิงสาวกล่าวพร้อมกับทอนเหรียญให้กับหญิงชรา นั่นเป็นบทสนทนาสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนจะตัดสินใจลงที่ป้ายถัดไป...
ผมอยู่บนนี้เพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น
รถเมล์คันซึ่งดูภายนอกไม่ได้ต่างจากรถเมล์ทั่วๆไปซักนิดเดียว
แต่กลับทำให้ผมพบสิ่งต่างๆที่ไม่เคยเจอและไม่เคยได้รับมาก่อนหน้านี้เลย
ถ้าการเดินทางของผมคือละครเรื่องหนึ่ง
มีจุดเริ่มต้น และ มีจุดจบของเรื่อง
หากเพียงแต่ละครเรื่องนี้
ไม่มีพระเอก...
ไม่มีนางเอก...
ไม่มีตัวร้าย...
แต่นักแสดงทุกคนในเรื่องทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
และที่มากยิ่งกว่านั้น
ทุกคนไม่เพียงแสดง
แต่ทุกคน... มีความรู้สึกของตนเอง
ผมก้าวเท้าลงจากรถ ก่อนจะได้ยินคำพูดทิ้งท้ายที่น่าประทับใจ
"ขอบคุณค่ะ โอกาสหน้าเชิญใช้บริการใหม่นะคะ"
วันนี้ของผมสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
ผมเริ่มต้นจากความขุ่นมัวในจิตใจ
และปิดท้ายมันด้วยรอยยิ้ม
ทันทีที่รับรู้ถึงความสุขที่เริ่มซึมเข้ามาในจิตใจทีละเล็กละน้อย
ผมก็....
ตื่นขึ้น.....
ไม่มีรถเมล์...
ไม่มีการเดินทาง....
ไม่มีหญิงชรา....
มีเพียงผมกับห้องนอนที่ว่างเปล่า
"ไม่อยากให้ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ความฝันเลย"
ผมบ่นในใจ
"คุณก็คิดเหมือนกันกับผม"
"ใช่มั้ยครับ?"
------------------------------------------------------
ปล. - แด่รถเมล์สาย 63 ที่นั่งมาวันนี้ ที่ทำให้ผมยิ้มตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถ
จวบจนก้าวเท้ากลับลงมาบนสังคมนี้อีกครั้ง
- เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นจริง มีจริง ไม่น่าเชื่อใช่มั้ย การกระทำเพียงเล็กน้อย
แต่ผมรู้สึกดีกับมันจริงๆ
- งานจะไม่ทันแล้ววววว ตายๆๆๆ แต่ไม่อัพก็กลัวลืมความรู้สึกนี้ไป ไปทำงานละ
- อย่าให้สิ่งดีๆกลายเป็นแค่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้แค่ในความฝัน
อย่าเพียงแค่คิดสิ่งดีๆถ้าไม่คิดจะทำมัน ------------------------------------------------------
Dot...space (รถเมล์สายความรู้สึก) December 04 shortstory 21 : สิ่งที่แสนดี (Understanding)Understanding
"แล้วคนอย่างมึงจะมาเข้าใจอะไร"
"มึงยังไม่เคยมีความรักเลยด้วยซ้ำ"
ผมนิ่งเงียบ ไม่สามารถโต้เถียงสิ่งที่เพื่อนของผมพูดออกมาได้
เราสองคนนั่งคุยกันอยู่นานพอสมควร
ปัญหาชีวิต มิตรภาพ และขวดเหล้าสีอำพัน
สามสิ่งนี้วนเวียนเข้าออกชีวิตของผมเป็นกิจวัตร
อาจเพราะผมอยู่เพียงคนเดียว
อาจเป็นอย่างที่เพื่อนผมพูดก็ได้
ผมคงไม่สามารถเข้าใจปัญหาเรื่องความรักของเพื่อนผมได้เลย
เพราะผม... ไม่เคยมีความรัก
ที่เราเริ่มถกเถียงกันมันเริ่มมาจากเจ้าเพื่อนตัวดีของผม
"เฮ้ย มึงคิดดูดิ ตอนคบกันใหม่ๆ แม่งก็ดีทุกอย่าง แล้วตอนนี้ไมเป็นงี้วะ"
"ใจเย็นดิวะ"
"กูทำงาน กลับบ้านเหนื่อยๆ แม่งก็ยังชวนกูทะเลาะ"
"........"
"แทนที่จะทำให้กูสบายใจ อยู่ด้วยกันนะเว้ย ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย"
"กูว่า มึงคิดไปเองรึเปล่า"
"มึงเปลี่ยนไป หรือเค้าเปลี่ยนไปกันแน่วะ"
เพื่อนผมนิ่งทันที เมื่อผมถามคำถามนี้
"แล้วเค้าให้มึงไม่พอ หรือมึงต้องการมากไปวะ"
ผมถามอีกครั้ง
ด้วยประโยคคำถามที่แสนจะธรรมดานี่แหละ
ทำให้เพื่อนผมอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นทันที
"มึงยังไม่เคยมีความรักเลยด้วยซ้ำ!"
คำพูดสุดท้าย ก่อนที่เพื่อนของผมจะเดินออกจากร้านไป
ผมเช็คบิล แล้วก็กลับบ้าน
แม้ว่าสมองผมจะยังคงวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เพื่อนของผมพูดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
นี่ชีวิตของผม เป็นมายังไงนะ....
ผมเริ่มทบทวนกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป
ตลอดชีวิตที่ผมอยู่บนโลกใบนี้
ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยมีนะ แต่มันอาจจะนานมาแล้ว จนผมลืมความรู้สึกครั้งนั้นไป
ผมเคยมีคนที่พิเศษสำหรับชีวิต แต่ครั้งนั้นเราต้องแยกทางกันไป
ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ ความไม่พร้อมของตัวผมเอง
ผมจึงต้องปล่อยให้เธอเดินจากไป
หลังจากนั้นผมก็อยู่ตัวคนเดียว
ใช่ว่าผม ปิดกั้นความรู้สึกของตัวเอง
แต่เป็นเพราะว่า ผมยังไม่เจอ... เท่านั้นเอง
ทุกวัน
ผมตื่นเช้าขึ้นมาดูแลความเรียบร้อยของบ้าน
ผมอยากให้บ้านของผมพร้อมที่จะรับใครซักคนตลอดเวลา
ผมเริ่มที่จะฝึกทำอาหาร
นั่นคงเพราะผมอยากให้ผมพร้อมที่จะดูแลใครซักคน
ผมเริ่มที่จะควบคุมการใช้เงินของตัวเอง แม้มันจะเป็นเรื่องยากมากก็ตาม
สำหรับคนที่ซื้อความสุขอย่างสุรุ่ยสุร่ายอย่างผม
เพราะผมอยากให้ชีวิตของผมมั่นคงมากขึ้น
ผมเริ่มที่จะทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเอง
เพราะผมเชื่อว่า ไม่มีใครจะมาดูแลเราได้ตลอดเวลา
ถ้าผมดูแลตัวเองได้เพียงพอ ผมคงสามารถดูแลคนอื่นได้บ้าง
หลายๆสิ่งที่ผมทำและพยายามทำ
แม้ผมอยู่เพียงลำพัง
แม้จะเหงาบ้างเป็นบางเวลา
แต่ผมก็มีความสุข ที่ได้ยิ้มให้กับใครซักคน
ที่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ
คนส่วนใหญ่มักเรียกมันว่า "ความรัก"
แต่ผมเรียกมันว่า "สิ่งดีๆ"
ผมยิ้มและทำสิ่งดีๆให้เค้าทุกๆวัน
"เมื่อวันก่อน กูขอโทษหว่ะ กูอารมณ์ร้อนไปหน่อย"
วันนี้เรากลับมาเจอกันที่ร้านเดิม
"อื้ม ไม่เป็นไรหรอกหว่ะ กูเข้าใจ"
"กูรู้สึกไม่ดีหว่ะ ที่พูดไปแบบนั้น"
"ช่างมันเหอะ... กูไม่รู้สึกอะไรเลย"
เพื่อนของผมนิ่งเงียบ คงคิดว่า ผมประชด เนื่องจากยังโกรธกับคำพูดเมื่อวันนั้น
"ถึงตอนนี้กูจะอยู่คนเดียวนะ.."
ผมยิ้มเล็กๆ ก่อนจะหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มจนหมด
"แต่..."
ผมวางแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ
"กูหน่ะ"
"มีความรัก"
"อยู่ตลอดเวลา"
----------------------------------------------------------
ปล. - เค้าบอกว่าไม่มีใคร อยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ตลอดชีวิต
- แด่คนเหงา และสำหรับคนที่มีความรักทุกคน
- อย่าคิดเลยว่าคนอื่นไม่รู้จักความรัก เพราะบางทีเราอาจยังไม่รู้จักมันดีเลยก็ได้
- จะสิ้นปีแล้ว สิ่งดีๆกำลังจะเข้ามา เรื่องราวร้ายๆกำลังจะผ่านไป
- ตราบใดที่มีรัก ย่อม มีหวัง นะ
- ศุกร์นี้ sub jury มีแต่ตายกับตาย -*- เฮือก!
----------------------------------------------------------
Dot...space (กลัวตัวเอง)
|
|
|