anupap's profileบางทีลองมองหาความสุขรอบๆ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 26

    shortstory 28 : ตรวน (Our Tie)

     
     
    Our Tie
    ...................................................
     the bird & human story
     
     
    มันออกจะแปลกไปซักหน่อย
    หากผมกำลังจะบอกว่า สังคมที่ผมอาศัยอยู่ในตอนนี้
    มันต่างจากสังคมที่พวกคุณรู้จัก
     
    ต่าง...ยังไงหน่ะหรอ
    ที่นี่ทุกคนชอบเลี้ยง "นก"
    เอ๊ะ!...คุณอาจกำลังแปลกใจว่า แล้วมันต่างสังคมของคุณตรงไหน
    พวกคุณก็คงมีคนที่ชอบเลี้ยงนกกันเยอะแยะมากมาย
     
     
    ผมอธิบายไปคุณคงไม่เห็นภาพ งั้นผมจะเล่าความจริงที่ผมพึ่งเจอมากับตนเอง
    วันนั้นก็เป็นวันหนึ่งเหมือนเช่นทุกวัน ที่ทุกคนจะต้องตื่นขึ้นมา
    เพื่อขับเคลื่อนชีวิตไปตามกลไกของธรรมชาติ
     
     
    ผมก็เช่นกัน.....
     
     
     
     
     
    เป็นเช้าที่สดใส ผมตื่นขึ้นมานั่งข้างหน้าต่างบานเดิมเหมือนทุกๆวัน
    ท้องฟ้าในยามใกล้รุ่งซึ่งเต็มไปด้วยมวลหมู่นกนาๆพันธุ์
    บินเล่นแสงอ่อนของดวงอาทิตย์และลมเย็นแห่งอรุณรุ่ง
     
    ผมเฝ้ามองหา... ใจนึงก็หวังอยากจะได้นกเหล่านั้นซักตัวมาไว้ในครอบครอง
    ผมลืมคุณบอกไป โลกของผมนี้ คนส่วนใหญ่จะมีนกไว้เลี้ยงเป็นของตนเองกันแทบทุกคน
    ทุกๆวันนกจะร้องเสียงขับกล่อมแก่เจ้าของมัน บางวันมันก็ผลัดขนใหม่ สีสันงดงาม
    ผู้คนถึงกับนำมันออกมาเพื่อประชันความงามในทุกคราวที่มีโอกาส
    แต่ก็มีบางส่วน ที่ต้องอยู่อย่างไร้ซึ่งเสียงนกร้อง ความเงียบและความเดียวดาย
     
    ผมก็เป็นหนึ่งคนที่ยังไม่มีโอกาสดีๆเช่นนั้น
    ยังคงต้องอยู่กับภาพนกมากมายที่ไม่อาจคว้าได้ในทุกๆเช้า
     
    ผมลุกขึ้นและเบือนหน้าออกจากหน้าต่างแห่งความฝัน
    เบือนหน้าออกจากภาพความจริงซึ่งตอกย้ำความรู้สึก
     
    "เป็นอะไรไปอีกแล้ว..."
    นกตัวหนึ่งบินมาเกาะที่ข้างหน้าต่างและเอ่ยคำถามเดิมๆกับผม
    ผมคงลืมบอกคุณไปอีกแล้วสินะ ว่าที่นี่ นกทุกตัว พูดได้
    เริ่มรู้สึกแล้วใช่มั้ยว่ามันต่างจากสังคมที่คุณอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
     
    "นายนี่มันทำตัวไร้สาระจริงๆ" นกตัวนั้นว่ากล่าวผมอีกครั้ง
    "ช่างปะไร แกนี่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง"
    ผมรีบเดินออกจากห้องทิ้งให้นกตัวนั้นพล่ามต่อไปตัวเดียว
     
     
    ท้องถนนในวันนี้ก็ยังคึกคักเช่นเดิม
    มีร้านค้ามากมาย และผุ้คนที่เดินไปมา
    และแน่นอน คนส่วนมากพกพานกตัวสวยและกรงที่สวยงามติดตัวมาด้วย
     
    บ้างก็มีกรงที่ลวดลายปราณีตงดงาม
    บ้างก็มีกรงที่วาววับไปด้วยทองและเพชรพลอย
    แต่ก็มีบางกรงที่เก่าๆ โทรมๆ ก็นี่มันเป็นสังคมนี่หน่า
    ย่อมมีคนหลากหลายประเภท ผมพยายามทำความเข้าใจ
    และคิดโน่นคิดนี่เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกโหยหาของตนเอง
     
    ผมก็อยากมีนก! ผมก็อยากมี! ผมได้แต่ตะโกนข้างในใจ
     
    ระหว่างที่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น
    ความรู้สึกหนึ่งก็ผุดขึ้นมาข้างในใจ
     
    "อึดอัด"
     
    ใช่แล้ว.... ทำไมนกจึงต้องอยู่ในกรง
    มันน่าอึดอัดไม่ใช่หรอ....
     
    ความอยากมี.. กลับก่อตัวสร้างการต่อต้านขึ้นมาในหัวของผม
     
     
     
    ผมรีบตรงกลับมายังห้องของผม เพื่อทบทวนทุกอย่างที่เกิดขึ้น
     
    ใช่แล้ว.... อึดอัด ต้องอึดอัดแน่ๆ นกต้องบิน
    มันต้องบินบนท้องฟ้า....
     
    "เป็นอะไรไปอีกหล่ะ" นกตัวเดิม กลับมาอีกครั้ง
    คราวนี้ผมไม่เมินเฉยกับมันอีกแล้ว
    "นี่... แกชอบบินอยู่บนฟ้าใช่มั้ย"
    "ใช่สิ ชั้นก็บินของชั้นอยู่ทุกวัน มีความสุข มีอิสระดี"
    "นั่นไง ชั้นว่าแล้ว... ว่าโลกนี้มันกำลังผิดพลาด"
     
    ผมรีบเดินออกมายังถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง
    "ทุกคนจงฟัง!" ผมตะโกนสุดเสียง
     
    "จงปล่อยนกออกจากรงซะ! คืนอิสระให้มัน!"
     
    ผมพูดจบ
     
    ทุกคนนิ่งเงียบพักหนึ่ง
    ก่อนจะมีเสียงอื้ออึงนับไปถ้วน
    บ้างก็ว่า ...ผมบ้า
    บ้างก็ว่า ...ผมเป็นเด็กยังไม่เข้าใจผู้ใหญ่
    บ้างถามว่า... ผมเป็นนกหรอ ถึงรู้หน่ะว่านกต้องการอิสระ
     
    ผมทนไม่ไหวแล้ว กับการกระทำอันเห็นแก่ตัวของคนเหล่านี้
    สังคมนี้ช่างมันปะไร! ใครไม่เข้าใจช่างมันปะไร!
     
    ผมวิ่งเข้าใส่ผุ้คนพร้อมกับ เปิดกรงทุกกรงที่ผมมองเห็น
    ผมฝ่าวงล้อมของคนมาเรื่อยๆ กรงนับไม่ถ้วนที่ผมเปิดเพื่อให้อิสระแก่นกเหล่านั้น
     
     
    สุดถนน.... ผมหันหลังกลับไปมองวินาทีแห่งการปลดปล่อย
    การทำลายกำแพงแห่งการครอบครองบนสังคมที่มีแต่คนแปลกหน้า
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    มันช่างตลก....
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    นกทุกตัวยังอยู่ในกรงเช่นเดิม....
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "ใครบอกแกวะ ว่าพวกเราอยากออกจากรง!"
    นกตัวหนึ่งพูดแทรกออกมาจากกรงสีทองอร่าม
     
    มันทำให้ใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะ
    เกิดอะไรขึ้น.... มันผิดพลาดตรงไหน....
     
    ผมทำผิดพลาดงั้นหรือ?
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงอ่อนลงทุกๆวินาที
    ผมนั่งเหม่อลอยที่ข้างหน้าต่างบานเดิม
     
    "แก อยากเข้าไปอยู่ในกรงมั้ย?"
    ผมเอ่ยถามนกตัวเดิมที่ยังคงบินวนอยู่ข้างหน้าต่างของผม
     
     
    "ไม่หรอก ชั้นชอบบินอยู่อย่างนี้"
     
    "นายก็ชอบนั่งดูชั้นบินใช่มั้ยหล่ะ"
     
     
    "แล้วถ้าชั้นจับแกใส่กรงหล่ะแกจะอึดอัดมั้ย?"
     
     
     
     
    "ไม่หรอก" คำตอบของมันทำให้ผมยิ่งสับสนขึ้นทุกที
     
     
     
     
     
     
    "ไม่ใช่นกทุกตัวที่อยากอยู่ในกรง แล้วก็ไม่ใช่คนทุกคนที่อยากจะจับมันเอาไว้หรอก"
     
     
     
     
    "สิ่งที่ยึดเหนี่ยวทั้งสองเอาไว้ ....ไม่ใช่กรง"
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "แต่เป็น....."
     
     
     
     
     
     
     
     
    .......................................
     
     
    "ความรู้สึกที่อยากอยู่ร่วมกัน"
     
     
     
     
     
     
    "แค่นั้นเอง" 
    ...................................
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ...............................
     
    ก่อนจะบินผมเคยอยู่บนดิน
    ก่อนออกเดินผมเคยอยู่บนท้องฟ้า
     
    ไม่รู้ที่มา.. ไม่มีที่ไป..
    คุณก็เช่นกันกับผม
     
    เราผูกกันไว้  ด้วยความเหมือนกันเพียงบางสิ่ง
    เราผูกกันไว้  ด้วยความต้องการเพียงบางสิ่ง
    เราผูกพันธ์ ด้วยกันและกันเพื่อบางสิ่ง
     
    บางสิ่งที่สำคัญ....ระหว่างเรา
    ................................
     
     
     
     
    ------------------------------------------------
    ปล. - ชอบกรงกันมั้ยครับ ทุกคน หากคุณชอบกรง ก็จงเลือกให้ดีๆละกันนะ
         - ยังมีคนบางประเภทที่เฝ้ามองนกบินบนท้องฟ้าแล้วมีความสุข
            บางที กรง อาจ ไม่จำเป็น เลย
         - ยังมีนกบางประเภทที่มีความสุขกับการบินและเฝ้ามองคนอย่างอิสระ
            บางที กรง อาจ ไม่จำเป็น เลย
         - คุณเป็น คน หรือ นก แล้วคุณเป็นคนหรือนก จำพวกไหนกันหล่ะ
    ------------------------------------------------
    Dot...space(ผมเคยเป็นคนก่อนจะมาเป็นนก)
    February 16

    shortstory 27 : จากวาเลนไทน์ของคุณ(From your valentine)

     
     
    From your valentine
     
     
    Part I : กุหลาบแดงกับบางสิ่งที่หายไป
    ----------------------------------
     
    "นายทำบ้าอะไร?" หญิงสาวตวาดเสียงดังลั่น
    "อ่าว... ก็แจกฟรีไม่ใช่หรอ" ชายหนุ่มถามกลับ
    พร้อมกับเอานิ้วเขี่ยเสื้อผ้าเก่าๆในกล่องกระดาษไปมา
    "ชั้นแจกให้กับคนจน... หรือว่านายยากจน"
    "เปล่า... เปล่า.... ขอโทษนะ คุณผู้หญิง ที่ผมเกิดมาโชคดี"
    ชายหนุ่มทำท่าทางยียวนก่อนจะเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ
     
    "ไอ้บ้านั่น คิดว่าตัวเองเป็นใคร"
    "เอาน่า... ใจเย็นๆ"
    "คนแบบนี้... ไปยุ่งด้วยก็มีแต่เสียนะ เชื่อป้าสิ"
    ป้าของเธอค่อยๆเตือนสติ จนเธอกลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง

    จากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ลิขิตชีวิตของเธอ
     
    ไม่นานนัก...
    ชายหนุ่มผู้นั้น ครอบครัวล้มละลาย หมดสิ้นทรัพสิน
    ต้องย้ายตัวเองจากบ้านหลังใหญ่โอ่อ่า ไปยัง สลัมที่แสนสกปรก
    เธอและเค้าพบกันอีกครั้ง ที่ถนนสายเดิม
    เพียงแต่สถานะต่างกันไปจากวันวาน

    ชายหนุ่มบอกกับเธอถึงความรู้สึกผิดในอดีต
    เธอเข้าใจ และ มอบความรักแด่เค้า
     
    ยามหนาว...  เธอส่งไออุ่นจากผ้าห่มผืนเก่า
    ยามหิว.... เธอส่งความอิ่มเอมจากอาหารจานพูน
    ยามอ่อนแอ.... เธอส่งความห่วงใยผ่านดอกกุหลาบช่องาม
     
    ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นกับบุคคลอันมีรัก
    ไม่นาน ชายหนุ่มก็ดึงตัวเองกลับขึ้นมาจากช่วงชีวิตแห่งความอดอยาก
     
     
     
    และอีกมุมหนึ่งของถนนสายเดิม....
    ยังคงรอคอยบางสิ่ง
     
    "ป้าคะ"
    "เราไม่ได้มาบริจาคเสื้อผ้ากันอย่างนี้นานมากแล้วนะคะ"
    "จ้ะ.." ป้าของเธอยิ้มออกมาอย่างโอบอ้อมอารี
    "แล้วพ่อหนุ่มคนนั้นหล่ะ ไม่มาด้วยหรอวันนี้"
    "อ๋อ เค้าไม่ค่อยชอบคนเยอะๆวุ่นวายหน่ะค่ะป้า"
    "จ้ะ... คนเรามีหลากหลายประเภท ดูคนให้ดีนะจ้ะ"
    "ค่ะ"
    ป้ากับหลานสบตากันด้วยความเข้าใจ
     

    แต่ความสุข มักไม่อยู่คง
    ไม่นาน ข่าวลือ เรื่องร้ายๆ เกี่ยวกับ ชายหนุ่ม เริ่มเพิ่มมากขึ้น
     
    บ้างว่า... อันธพาล
    บ้างว่า... ขโมย โจรถ่อย
    บ้างว่า... เลวทราม ต่ำช้า ล่วงเกินผู้หญิง
    เลวร้ายที่สุด คือ ปล้น ฆ่าอย่างเลือดเย็น
     
    หญิงสาวตัวสั่น ใจหนึ่งตกใจ ใจหนึ่งต่อต้าน
    เธอรู้จักเค้าดีที่สุด
    เธอและเค้าผ่านวันเวลามาด้วยกันมากมาย
    เพียงลมเท่านั้น เธอจะปล่อยให้มันผ่านไปดังเช่นสายลม

    "ป้า ว่าเรา..."
    "อย่าพูดเลยค่ะป้า" หญิงสาวพูดตัดบท
    "เราต้องเชื่อมั่นนะคะป้า หนูเชื่อในสิ่งที่คิดค่ะ"

    เธอเลือกเชื่อมั่นกับความรัก
     
    ยึดมั่น...
    เชื่อถือ....
    เข้าใจ.......

    เย็นวันนั้นเอง เสียงผู้คนเอะอะล้อมรอบบ้านของชายหนุ่ม
    หญิงสาวรีบตรงเข้าไป แต่ไม่สามารถแทรกผู้คนเข้าไปได้
    เสียงปืนดังขึ้นหลายนัด....
     
     
    ทุกอย่างนิ่งเงียบ ผู้คนค่อยๆจางหายไป
     
     
     
     

    เธอค่อยๆเดินตรงเข้าไป

    ไม่มี...ชายหนุ่มที่เธอรู้จัก
    ไม่มี....ใครบอกเธอถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้น
    มีเพียง....กองเลือดอยู่มากมาย รอยเท้า รอยนิ้วมือ

    ท่ามกลางบรรยากาศที่โหดร้าย...
    มีดอกกุหลาบสีแดงดอกหนึ่งวางอยู่บนพื้นซึ่งเต็มไปด้วยคราบเลือด
     
    .........
     
    แม้ว่าเธอจะไม่เคยได้พบเค้าอีกเลย...
    ลือกันว่า ชายหนุ่มหนีจากการทำผิด
    บ้างก็ว่า ชายหนุ่มถูกฆ่าตายเพราะเรื่องผิดใจกัน
     
    แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด
    ชายหนุ่มก็ไม่อาจเลือนหายไปจากส่วนลึกข้างในจิตใจของเธอเลย

    ปริศนาอีกมากมาย ที่เธอไม่เคยพยายามค้นหาคำตอบ
    ดอกกุหลาบสีแดง คือความหมายแทนบางสิ่ง
     
    มันคือคำตอบของทุกอย่าง
     
     
     
     

    จากเค้า.....
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     

    แด่เธอ...............
     
     
     
     
     
    Part II : ชิ้นส่วนที่หล่นหายและชายผู้ส่งความสุข
    --------------------------------------
     
    ผู้คนเบียดเสียด
    ชายหนุ่มๆค่อยๆฝ่าวงล้อมของผู้คนเข้าไปด้านใน
    เพียงเพื่อเศษผ้าชิ้นเดียว

    คนยากคนจนสิ่งเดียวที่เหมือนดั่งฟ้าประทานมาในยามที่สิ้นหวัง
    นั่นคือ... น้ำใจเพียงเล็กน้อย จากเพื่อนร่วมโลก
    ชายหนุ่มฝ่าฝูงคนกลับออกมา พร้อมกับเสื้อเก่าขาดๆหนึ่งตัว
    เข้ายิ้มออกมาด้วยความดีใจก่อนจะลองสวมมันดู

    แม้จะตัวเล็กไปซักนิด
    แต่ในยามนี้มันช่างสร้างความอบอุ่นได้มากมายเหลือเกิน

    "บ้าอะไร...."
    เสียงโวยวายดังมาจากข้างในกลุ่มคนที่ชายหนุ่มพึ่งออกมา
    แต่ฟังไม่ชัดเจนนัก เพราะร่างกายอันอ่อนแอและอ่อนล้า

    ชายหนุ่มมองตรงไป เห็นหญิงสาวผู้ใจบุญ
    ท่าทางกำลังมีปากเสียงกับใครคนหนึ่ง
    นั่นเป็นครั้งแรกของการพบกัน
    ครั้งแรกที่เค้าได้พบเธอ
     
    และชะตาชีวิตของชายหนุ่ม ก็ถูกเขียนขึ้นในทันที
     
    ชายหนุ่มทำงานมาหลายอย่าง แต่ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรง
    ทำให้ต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ
     
    แต่ไม่ว่าจะทำอะไร
    เค้าก็ไม่ลืมที่จะไปแอบมองเธอ
    หญิงสาวผู้มีบุญคุณในทุกๆเย็น

    เธอกำลัง....ยิ้ม
    เธอกำลัง....หัวเราะ
    เธอกำลัง....ร้องไห้
     
    เค้าได้เห็นเธอ ในทุกช่วงอารมณ์
     
     
     
     
    เวลาผ่านไป

    เธอได้เริ่มสนิทกับชายยากจนอีกคนหนึ่ง
    ทุกวันเธอจะไปซื้อกับข้าวที่ตลาดในตอนเช้า
    และตอนเย็น เธอจะทำอาหารจานโตไปให้ชายคนนั้น
    ชายหนุ่มรู้สึกปลาบปลื้มในความมีน้ำใจของเธอ
    อันมีให้แก่... คนทุกคน

    รอยยิ้มเกิดขึ้นภายในใจ

    วันหนึ่งหญิงสาวไปที่ท้ายตลาดซื้อดอกไม้ช่อสวย
    และนั่นเป็นการจุดประกายความคิดให้ชายหนุ่ม
     
    ตั้งแต่วันนี้ไป...เค้าจะรับจ้างส่งดอกไม้
    เค้าจะเป็นสื่อกลางส่งมอบความสุขเช่นเดียวกันกับเธอ
    ให้แก่คนทุกคน

    ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นที่ชื่นชอบของคนในละแวกนั้น
    ทำให้อาชีพส่งดอกไม้นี้สร้างความมั่นคงให้กับชายหนุ่มได้ดีทีเดียว
     
    สิ่งต่างๆ เริ่มเพิ่มเติมเข้ามาในชีวิตของเค้า
    แต่สิ่งที่คงเดิม นั่นคือ การแอบเฝ้าดูเธอ
    หญิงสาวผู้เป็นแรงบันดาลใจในชีวิต
    ให้แก่คนด้อยค่าคนหนึ่ง
     
    ตอนนี้ชีวิตเธอก็ดีขึ้นเช่นกัน
    ชายคนนั้นคอยดูแลเธออย่างใกล้ชิดไม่เหินห่าง

    ความสุขย่อมก่อตัวให้ห้วงแห่งสถานที่อันมีรัก
    แต่ความสุขมักไม่จิรังยั่งยืน
     
     

    "สนใจรึเปล่า"
    ชายหนุ่มได้ยินเสียงลอดออกมาจากตรอกเล็กๆ
    ระหว่างทางที่กำลังไปส่งดอกไม้
    "สนใจอะไรวะ งวดที่แล้วเอ็งยังไม่จ่ายเงินเลยนะโว้ย"
    "โถ่พี่... รอก่อนพักน่า ผมเคยเบี้ยวพี่รึไง"
    ชายคนนั้นกำลังสนทนากับชายอีกสองคนอย่างสนิทสนม
    "รอได้ยังไง.... ค้าขายนะโว้ย"
    "พี่อย่ากดดันผมสิ ถ้าตำรวจรู้ขึ้นมาพี่จะซวยเอานะ"
    "เฮ้ย... นี่เอ็งขู่ข้าเรอะ" การพูดคุยกันดูจะรุนแรงขึ้นทุกที
    "โถ่พี่ ผมไม่ได้ขู่ ..... "
    "โถ่เว้ย.... "
    "เอางี้ละกัน ข้าช่วยเอ็งสุดๆแล้ว"
    "ถ้าเอ็งไม่มีเงิน เอ็งก็จ่ายด้วยอย่างอื่นสิวะ"
    "อะไรหล่ะพี่..."
    "ผู้หญิงคนนั้นไง แฟนเอ็งหน่ะ.. "
    "โถ่พี่....ขออะไรผมก็ได้ ทำไมต้องขอเธอด้วย"
    "ถุย! มึงเสียดายรึไง ผู้หญิงมึงขืนใจมากี่คนแล้ว
    แค่นี้มึงทำเสียดาย ไม่งั้นมึงก็จ่ายด้วยชีวิตมึงละกัน"
    "ผมล้อเล่นน่าพี่... ตามใจพวกพี่เลย"
    "ดี!"
    "เดี๋ยวเย็นนี้เธอก็จะมาที่บ้านผม พวกพี่ก็ไปรอเลยละกัน"

    ชายหนุ่มตกใจ แต่ก็พยายามตั้งสติ
    รีบเดินออกมาจากตรอกนั้น
     
    โลกนี้มีคนหลากหลาย
    บางคนพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง
    แต่บางคนนิสัยมันติดเป็นสันดานแก้ไม่ได้
     
    แล้วจะทำอย่างไรดี
    ชายหนุ่มรีบนำดอกไม้ไปส่งยังร้านดอกไม้ที่ท้ายตลาด

    "ขอบใจมากนะจ้ะ" หญิงชราเจ้าของร้าน ยิ้มและกล่าวขอบคุณ
    แต่ชายหนุ่มยังคิดไม่ตกจากเรื่องราวที่ได้รับรู้เมื่อครู่
    "พ่อหนุ่มจ้ะ..."
     

    "พ่อหนุ่ม"
    หญิงชราเอามือจับแขนของชายหนุ่ม
    "เอ่อ.... ครับคุณยาย"
    "ไม่สบายใจหรอจ้ะ"
    "อ๋อ.... นิดหน่อยครับ"
    หญิงชรายิ้มอีกครั้ง
    ก่อนจะหยิบดอกกุหลาบขาวดอกหนึ่งส่งให้ชายหนุ่ม
    "อันนี้ แทนกำลังใจ นะจ้ะ"

    และแล้วเค้าจึงตัดสินใจได้ในขณะนั้นเอง
    มือที่กำดอกกุหลาบไว้แน่น หนามที่ทิ่มแทงทำให้เค้ากลับมามีสติ
    และมีความกล้ามากยิ่งขึ้น
     

    ชายหนุ่มรีบตรงไปยังบ้านหลังนั้น
    เค้าเปิดประตูเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว
    ชายฉกรรจ์ห้าคนมองมาที่เค้าอย่างประหลาดใจ

    .........
     
    ไม่มีใครได้ยินบทสนทนาภายในบ้านหลังนั้นเลย
     

    มีเพียงเสียดังโครมครามคล้ายว่ามีการต่อสู้
    และเสียงปืนดังขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
     
    ก่อนที่คนมากมายจะให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
     
    ชายหนุ่มพาร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล
    ค่อยๆหลบออกมาจากบริเวณนั้น
     
    เค้าทรุดตัวลงที่เนินดินใกล้แม่น้ำ
    เลือดที่ยังไหลไม่หยุด
    ทุกอย่างดูเงียบสงบ
     
    ไร้ซึ่ง....ผู้คน
    ไร้ซึ่ง....เสียงดนตรี
    ไร้ซึ่ง....ดอกไม้บานสะพรั่ง
     
    เพราะชีวิตมันก็มีเพียงเท่านี้
    มีเพิ่มและลด มีเกิดขึ้นและดับสูญ
    มีพบ และ มีพราก

    แสงอาทิตย์อ่อนๆส่องลงมาก่อนจะลาลับเส้นขอบฟ้าไป
    พรุ่งนี้ทุกอย่างคงกลับมาสดใสดังเดิม
     
    ชายหนุ่มรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด
    เพื่อขยับมือควานหาดอกกุหลาบสีขาวที่หญิงชรามอบให้
    แต่มันคงหล่นหายระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่
     
    ถึงมันยังอยู่ มันคงช้ำและยับเยิน
    ดอกสีขาวคงเปื้อนเลือดจนไม่น่าดู
     

    ภาพของหญิงสาวค่อยๆลอยออกมาจากความทรงจำของชายหนุ่ม
    วันแรกที่ได้เจอ....
    กำลังใจจากเธอ... แม้เธอมอบโดยไม่ตั้งใจ
    ความอบอุ่นจากเธอ... แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของทั้งหมดที่เธอให้แก่ทุกคน
     
     
    แต่
    นึกถึงกี่ครั้ง......ก็ยิ้มได้ทุกที
    นึกถึงกี่ครั้ง......ก็มีความสุขอยู่เสมอ
    นึกถึงกี่ครั้ง.....ก็กลัว
     
     
     
     
     
    กลัว.....
     
     
     
     
     
    กลัวว่าจะต้องลืมมันไป........
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ตลอดกาล
     
     
     

    "แม้มองไม่เห็น ใช่ว่าผมไม่เห็นคุณ"
    "แม้มองไม่เห็น ใช่ว่าคุณไม่เห็นรัก"
    "แม้มองไม่เห็น ใช่ว่าเราต้องรู้จัก"
    "บางขณะ ความรักเกิด มอบจากตัวผม....แด่คุณ"
     
     
    ---------------------------------------

    แม้เธออาจไม่เคยรับรู้.....แต่มันคงไม่จำเป็นเลย
    .....จากวาเลนไทน์ของคุณ
     
     
     
    ----------------------------------------
    ปล. - ขอบคุณแรงบันดาลใจจาก นักบุญวาเลนไทน์ สาวตาบอด
            และเรื่องราวทั้งหมด
          - คนที่รักคุณมากที่สุด คุณอาจไม่มีวันได้รู้จักเค้าเลย
            เพียงแต่จงรับรู้ไว้ว่า ความรักดีๆ ยังมีอยู่ รอบๆตัวเรา
          - ความรักไม่เคยทำร้ายใคร หากแต่คนบางคนพยายาม
             ใช้ความรักทำร้ายผู้อื่น หรือแม้กระทั่งทำร้ายตัวเอง
          - Happy Valentine's Day (ช้าไม่นิดนึง)
    -----------------------------------------
    Dot...space(Love From your Valentine)
    February 13

    shortstory 26 : เรื่อง...มาก (Non perfectly requirement)

     
    Non perfectly requirement
    ---------------------------------------------------
     
    "เอาใบนั้นครับ"
    ผมขี้นิ้วไปยังขวดแก้วรูปทรงยาวใบหนึ่ง หลังจากยืนเลือกอยู่นานสองนาน
     
    "สวยดีนะครับใบนี้" เจ้าของร้านพูดพลางนำขวดแก้วห่อกระดาษแล้วยื่นให้กับผม
     
    "ขอบคุณครับ"
     
     
     
     
    ผมกลับถึงบ้านด้วยร่างกายที่อ่อนล้า หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานมาทั้งวัน
    แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังพอมีอารมณ์ที่จะเอาขวดแก้วที่พึ่งซื้อมาใหม่ออกมาวางบนโต๊ะ
    แล้วนั่งดูความสวยงามของมัน
     
    เอ.... ตอนแรก
    ผมจะซื้อมันมาทำอะไรนะ...
     
    หลังจากยืนเลือกอยู่นาน จนกลับมาถึงบ้าน ความคิดที่จะซื้อขวดแก้วในตอนแรกมันก็หายไป
    ความคิดที่จะซื้อกลายเป็นความคิดที่ว่า...ขวดแก้วใบนี้
    มันจะทำอะไรได้บ้างนะ...
     
     
     
     
     
    ใช่แล้ว ! ผมอุทานก่อนจะเดินเข้าไปเปิดตู้เย็นในครัว หยิบขวดน้ำเปล่าแล้วกลับมานั่งที่โต๊ะ
     
     
    ผมค่อยๆ รินน้ำลงไปเรื่อยๆ น้ำเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์สำหรับผม มันดูอ่อนไหว เคลื่อนไหวได้อิสระ
    แต่บนความอิสระนั้น มันกลับยึดเหนี่ยวกันอยู่ และพอทุกอย่างสงบนิ่ง มันก็กลับมาราบเรียบ
     
    น้ำที่ผมเท เริ่มมากขึ้น มากขึ้น ....  ไม่นานมันก็ล้นออกมา
    ก็แน่หล่ะสิ... ผมเทไปเรื่อยๆไม่ได้หยุดมือเลย
     
    สุดท้ายแล้ว ขวดแก้วใบนี้ ก็ไม่เหมาะที่จะใส่น้ำ.... ผมสรุปในใจ
     
     
    เช้าวันต่อมา ผมกลับไปยังร้านเดิม
     
    "ขอโทษนะครับ ผมอยากได้ขวดที่ใหญ่กว่าเดิม"
    "อ๋อ คุณนั่นเอง ขวดใหญ่กว่านั้นไม่มีแล้วครับ แหม...ถ้าจะเอาใหญ่ก็ซื้อโอ่งเลยสิครับ"
    คนขายพูดแหย่ด้วยอารมณ์ขัน
     
    "เอ่อ.... งั้น ผมขอซื้อโอ่งใบนึงครับ"
    "ห๊ะ?"
     
     
     
     
     
    ผมกลับมาบ้านพร้อมโอ่งใบใหญ่ซึ่งถูกวางไว้ที่หน้าบ้าน
    ผมยืนดูโอ่งใบสวยนี้อย่างมีความสุข ลวดลายที่ค่อยๆแกะสลักรอบๆ
    ช่างดูตั้งใจและน่าหลงไหลยิ่งนัก
     
    โอ่งใบใหญ่.... จะใช้ทำอะไรดี...
     
     
    ระหว่างผมกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก เท้าของผมก็พาผมเดินไปยังห้องเก็บของ
    ตาของผมมองตรงไปยัง กล่องไม้เล็กๆ ซึ่งผมเก็บสิ่งที่มีค่าที่สุดเอาไว้
     
    ผมถือมันขึ้นมาอย่างทะนุถนอม สมองก็พลันย้อนคิดถึงความทรงจำอันแสนมีค่า
    สิ่งดีๆทั้งหมดมันถูกจับยัดเอาไว้ในกล่องเล็กๆนี้
     
    ผมเดินกลับมาที่โอ่ง นำกล่องไม้ที่แสนมีค่าวางไว้ด้านใน ปิดมันเอาไว้
    แล้วจึงค่อยๆถอยออกมา มองโอ่งใบสวยอีกครั้ง
     
    อืม......
     
     
     
    ผมว่า.......
     
     
     
     
    มันใหญ่และเทอะทะเกินไปหน่อยนะ.... สำหรับเก็บกล่องไม้
     
     
     
     
     
     
    เช้าวันรุ่งขึ้น...
    อีกครั้งที่ผมกลับมายังร้านแห่งนี้
     
    "ว่าไงครับ วันนี้ต้องการแบบไหนอีก"
    "อ่อ..ครับ" ผมยิ้มเขินๆเล็กน้อย
    "คือผมอยากได้ ขวด หรือ โหล หรืออะไรก็ได้ครับ ที่มันเคลื่อนย้ายและพกพาได้สะดวก"
    "กล่องไม้สิครับ สวยงาม พกไปไหนมาไหนก็ง่าย คุณต้องการขนาดใหญ่มากมั้ย"
    "อ๋อ... ไม่มากครับ" ผมเอามือสองข้างกะๆขนาดให้เจ้าของร้านดู
    "งั้นนี่เลยครับ"
     
     
     
     
    ผมกลับมาที่บ้านพร้อมกล่องไม้สีน้ำตาล
    ผิวไม้และสีที่เข้ม มันช่างน่าหลงไหลจนผมเผลอปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว
     
    ยังไม่ทันไร กล่องไม้นั้นหลุดจากมือของผมหล่นลงบนพื้นแตกออกเป็นส่วนๆ
     
    กล่องไม้นี่มันแตกหักได้ง่าย.... ไม่เหมาะกับการเก็บรักษาสิ่งของ
    ผมครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะเผลอหลับไป
     
     
    ............
     
     
     
     
     
    เช้าวันรุ่งขึ้น ผมเดินผ่านร้านนั้นอีกเช่นเดิมเหมือนทุกๆวัน
     
    "อ่าว.. วันนี้ไม่แวะซื้อหน่อยหรอครับ"
    "อ๋อ.. ไม่แล้วหล่ะครับ ผมว่าผมยังไม่เหมาะที่จะใช้มัน"
    "ใช้ทำอะไรหล่ะครับ เรามีทุกอย่างเลยนะครับ หลายแบบ คุณเลือกได้เลย"
     
     
    "ไม่ดีกว่าครับ"
     
     
    "คุณอยากได้แบบไหนหล่ะครับ บอกผมสิ"
     
     
     
    "เอ่อ...."
     
     
    "..............."
     
     
     
    "เรามีทุกแบบ ทุกสไตล์จริงๆนะครับ"
     
     
    "งั้น...ผมขอแบบที่ ใส่น้ำได้ แล้วก็ไม่ใหญ่เกินไป
    เอ่อ ผมจะเอาไว้เก็บของมีค่าของผมด้วย
    แล้วก็เอาแบบพกพาสะดวกๆด้วยครับ"
     
     
    ผมส่งยิ้มเล็กๆให้กับชายคนนั้น
     
    .....
     
     
     
     
     
     
     
    ............
     
     
    ชายเจ้าของร้านใช้เวลาคิดซักพัก
     
     
     
     
     
     
     
     
    .......
     
     
     
    ก่อนจะเอ่ยปากบอกกับผมว่า...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "มันจะมีได้ยังไงกัน"
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "ไอ้บ้าเอ๊ย..."
     
    -------------------------------------------------
    ปล. - ก็บอกแล้วไงหล่ะ ว่ายังไม่อยากได้ คะยั้นคะยออยู่นั่น
         - ศุกร์นี้ส่ง final project แล้วคับ ทำไมถึงยังไม่ทำ!!!
         - อยากได้ปากกาที่เขียนสวยๆ เขียนเสร็จแล้วรูปมีสีขึ้นมาเอง
            เขียนผิดแค่เอามือถูก็ลบได้ มีมั้ยครับ!!!! จะซื้อ 
    -------------------------------------------------
    Dot...space(เลือก..เรื่อง...มาก)
    February 02

    shortstory 25 : แค่เพียงหล่นหาย (Noah's ark : Missed)

     
     
    Noah's ark : Missed
    ----------------------------------
     
     
     
    ทุกคนกำลังจ้องดูสิ่งมีชีวิตประหลาดกันตาไม่กระพริบ
    กลุ่มนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึก
    หลังจากการลงไปสำรวจลักษณะทางภูมิศาสตร์ใต้ทะเลลึก
     
     
     
    "โดยรวมแล้วร่างกายภายนอกนั้นมีลักษณะคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วๆไป
    มีขาทั้งสี่ข้าง แต่ที่ปลายเท้ามีลักษณะคล้ายพังผืด ทำให้สามารถเคลื่อนที่ในน้ำได้
    แต่ด้วยกายภาพร่างกายทำให้เคลื่อนไหวในน้ำได้ช้ามาก...."
     
    "พอก่อน" เสียงของชายผู้หนึ่งในทีมสำรวจได้พูดแทรกการบรรยาย
     
    ทุกคนต่างเงียบ สีหน้าที่ดูตื่นเต้นและมีความหวังค่อยๆเปลี่ยนไป
     
    "ถึงเจอไอ้ตัวนี้แล้วมันจะเป็นยังไง จะมีอะไรดีขึ้นมั้ยหล่ะ กับชีวิตของพวกเรา"
    ชายอีกคนหนึ่งตะโกนขึ้น
     
    "ใช่ครับ มันจะช่วยอะไรเราได้ครับหัวหน้า ยังไงทีมงานเราก็ต้องถูกยุบลงในอีกไม่กี่วันนี้"
    ชายใส่แว่นจ้องไปยัง ชายร่างอ้วนคนหนึ่ง มีหนวดเครารุงรัง ซึ่งถูกเรียกว่า "หัวหน้า"
     
    "เอาหล่ะๆ ผมรู้ๆ ว่าพวกคุณทุกคนกำลังรู้สึกแย่"
    หัวหน้าที่ทุกคนเรียกนั่งสูบบุหรี่พลางพูดไปพลางอย่างใจเย็น
     
     
     
    "ผมก็ไม่ต่างไปจากพวกคุณเลย แต่สิ่งที่เราต้อง...."
    "สิ่งที่เราต้องทำ! หน้าที่! หัวหน้าก็พูดแต่คำนี้ พวกผมฟังครั้งที่ล้านได้แล้วครับ
    แล้วไอ้ หน้าที่ของพวกเรา มันเลี้ยงปากท้องได้มั้ยครับ"
    เสียงแทรกขึ้นมาแต่ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ต้องหยุดการโต้เถียงกัน
    เนื่องจากมีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เก็บได้
     
    มันฟังดูคล้ายเสียงร้อง แต่เบามาก จนทุกคนต้องเงียบเพื่อตั้งใจฟังเสียงนั้น
     
     
     
    "กีซ........กีซ......."
     
     
     
    มันฟังคล้ายเสียงครางเบาๆ แม้จะฟังดุไม่มีความหมายแต่นั่นหมายความว่า
    มันสามารถดำรงชีวิตอยู่บนบกได้
     
    "เฮ้ย ไอ้ตัวนั้นมันร้องหว่ะ มันยังมีชีวิต!"
    สีหน้าดีใจกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ได้เพียงชั่วครู่
     
    เสียงประตูบานเลื่อนถูกเปิดออกทำให้ทุกคนต้องหยุดมอง
    นักบวชชราคนหนึ่งรีบเดินตรงมายังกลุ่มนักวิทยาศาสตร์
     
     
     
     
    "สวรรค์!!"
     
    นักบวชชราตะโกนขึ้นทันทีที่ได้เห็นสิ่งมีชีวิตนั้น
     
     
     
    "อะไรกันเนี่ย นั่นตัวอะไรเรายังไม่รู้ แล้วนักบวชคนนี้เป็นใครอีกหล่ะ"
    เสียงบ่นจากคนหนึ่ง กลายเป็น สอง และ สาม เรื่อยๆ จนในที่สุด
    เสียงของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ก็ดังจนไม่สามารถจับใจความได้
     
     
     
    "เงียบก่อนทุกคน!!!"
     
     
     
    หัวหน้าจำเป็นต้องตะโกนเพื่อควบคุมสถานการณ์นี้
     
     
    "ผมเป็นคนเชิญท่านมาเอง ขอให้ทุกคนจงฟังท่านพูด แม้ใจคุณจะไม่อยากเชื่อก็ตาม"
     
     
     
    นักบวชค่อยๆนั่งลงและเริ่มเล่าบางสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง
     
    "โลกเราเปลี่ยนแปลง พระเจ้าเข้าใจและมอบความเปลี่ยนแปลง
    ในขณะเดียวกัน พระเจ้าก็มอบโอกาสมาพร้อมๆกัน
    ก่อนวันที่น้ำไหลริน พื้นดินพลันหาย ชายผุ้หนึ่งได้ล่วงรู้ความจริงนี้
    จึงได้พยายามต่อเรือเพื่อนำสรรพสัตว์ทั้งหลาย มิให้สูญสิ้น
    ผ่านพ้นวันแห่งชีวิต รุ้งงามปรากฏ สัตว์ทั้งสิ้นกลับลงสู่พื้นดิน
    และวันนี้ กลายเป็นโลก และวันนี้กลายเป็นเรา"
     
     
    "ท่านเล่าอะไรของท่าน นิทานน้ำท่วมโลกใครก็เคยฟังน่าท่าน"
    เสียงชายคนหนึ่งแทรกเข้ามาอีกครั้ง
     
    "เนี่ย พวกรา กลุ่มของเราจะโดนน้ำท่วมแล้วท่าน ขอเรือให้พวกเราทีสิ"
    มุขขำขัน และเสียดสี สร้างความครึกครื้นขึ้นมาได้ไม่น้อย
     
     
     
    "ทุกคนช่วยฟังต่อ!"
     
     
     
    หัวหน้าตะโกนอีกครั้งแล้วจึงมองไปยังนักบวช
     
     
    "นั่นคือนิทานสำหรับพวกท่าน แต่พวกท่านรู้หรือไม่
    ว่าความบกพร่องเกิดได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่สูงส่ง
    หรือแม้กระทั่งคนเดินดินเช่นพวกเราทุกคน
    สัตว์ต่างๆรอดชีวิต แต่ท่านแน่ใจได้อย่างไร
    ว่าสัตว์ทุกตัว ได้ขึ้นไปอยู่บนเรือ..."
     
     
     
    มาจนถึงประโยคนี้ ทุกคนต่างตกใจ
    และพลันหันหน้ามองไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดตัวนั้น
     
     
    "ทุกที่ล้วนมีขีดจำกัด เรือลำใหญ่ อาจไม่ใหญ่พอ
    ยังมีสัตว์ชนิดหนึ่ง พลาดโอกาสนั้น"
     
     
    "ท่านหมายความว่า เราจับไอ้ตัวนั้นได้หรอ ...
    ตลกน่าท่านนักบวช พวกเรานักวิทยาศาสตร์นะท่าน"
     
    "สัตว์คู่นั้นไม่ได้เศร้าสลดแต่ประการใด
    มันพยายามว่ายน้ำ มันแค่ต้องมีชีวิตรอด
    และสืบทอดเผ่าพันธุ์ของมัน
    แม้จะยากเย็นซักเท่าไร
    แต่นั่นคือหน้าที่ของพวกมันทั้งคู่"
     
     
     
    "แล้วมันรอดมั้ยหล่ะท่าน"
    คำถามถูกถามขึ้น แต่คำตอบกลับถูกตอบโดยสายตาทุกคู่
    ที่จ้องมองไปยังสิ่งมีชีวิตประหลาดนั่น
     
    "มันได้กลับสู่พื้นโลก...อีกครั้ง
    หายใจรับความมีชีวิต...อีกครั้ง"
     
     
    บรรยากาศในห้องเงียบสงัด
     
     
    นักบวชค่อยๆลุกขึ้นและเดินจากไปอย่างช้าๆ
    พร้อมคำอำลาเบาๆจากหัวหน้า
     
     
    "ขอบคุณ...ท่านนักบวช"
     
     
     
    ไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ได้
    แต่สิ่งที่ทุกคนกำลังได้รับในขณะนี้....
     
     
     
    เสียงสูดหายใจเข้าของทุกคน
    รวมทั้งเสียงหายใจของสัตว์ประหลาดตัวนั้น
     
    ร่างกายที่ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ
    รวมทั้งร่างกายของสัตว์ตัวนั้น
     
    ความรู้สึกและความทรงจำที่มี
    ต่อการมีชีวิตบนผืนดินผืนนี้
     
     
    สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดกำลังแสดงถึงตัวตนของการมีชีวิต
     
    บนโลกใบเล็กๆนี้
    ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นและรสชาติของชีวิต
     
     
     
    หัวหน้าค่อยๆฉีดยิ้ม
    พร้อมกับมองไปยังสายตาที่มุ่งมั่นของทุกคนในขณะนี้
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "เอ้า ทุกคน!!!"
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "ทำงานกันเถอะ..."
     
    -------------------------------------------------------
    ปล.  - ข้าไม่ได้บอกซักนิดว่าเป็นสัตว์ตัวนั้น ใช่มั้ยหล่ะ คุณหัวหน้า!!
          - ความหมายของการมีชีวิตมีเยอะแยะมากมาย ความธรรมชาติที่สุดกลับพยายาม
            บอกให้เรามีชีวิตต่อไปเถอะ ไม่มีเหตุผลหรือความล้มเหลวใดมากพอให้เรา
            คิดฆ่าตัวตายหรอกนะ
          - ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ คุณยังมีโอกาสยิ้ม แม้จะต้องใช้เวลา แต่ก้คุ้มค่าไม่ใช่หรอ
          - งานหล่ะ ทำกันเถอะ เอ่อ มึงแหละ ทำเหอะ !!!
    -------------------------------------------------------
    Dot...space(หนึ่งตัวที่ไม่ได้ขึ้นเรือ...)