anupap's profileบางทีลองมองหาความสุขรอบๆ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 24

    shortstory 33 : เด็กน้อยและหญิงชรา (little bring & long time)

     
    little bring & long time
    ------------------------------------
     

    กาลครั้ง....ในวันหนึ่ง

    รุ่งเช้าของวันเดิมๆ
    เสียงนกร้องสลับกันไปมา
    บ้างว่าน่ารำคาญ
    บ้างว่าเป็นเสียงดนตรีธรรมดาๆที่ไพเราะที่สุด
    สำหรับโลกใบนี้
    ทว่าทั้งหมดทั้งมวล
    ก็ยังคงเทียบไม่ได้กับเสียงของเด็กน้อยคนหนึ่ง
    ในวันแรกของการพบเจอกันบนโลกที่กว้างใหญ่..

    ...ใบนี้
     
    "วันนั้น หนูหน้าตาเป็นยังไงคะ"
    เด็กน้อยถามหญิงสาวผู้เป็นแม่ด้วยความสงสัย
    "ลูกน่ารักมากจ้ะ ... ดังเช่นทุกวันนี้"
    หญิงสาวตอบพร้อมกับส่งรอยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงนอน

    "ลุกขึ้นได้แล้ว.... วันนี้เราต้องไปเยี่ยมคุณยายกัน"

    เช้าวันนี้ต่างจากทุกๆวัน เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ฉันจะได้พบเจอกับ คุณยาย
    ผู้ซึ่งเคยทำทุกสิ่งทุกอย่าง ดังเช่นแม่ของฉันในวันนี้
    เช้าวันนี้แม่เล่าถึงวันแรกที่ฉันได้เกิดมา.... วันแรกที่เรากล่าวทักทายซึ่งกันและกัน
    แม้คำพูดของฉันในวันนั้นจะฟังไม่รู้เรื่องก็ตาม
    แต่แม่บอกว่า แม่เข้าใจมันได้เป็นอย่างดี

    ฉันรีบลุกขึ้นแต่งตัวก่อนจะวิ่งออกไปหน้าบ้าน
    แม่ยืนคอยอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเคย
    พร้อมกับหยิบหมวกสีแดงใบใหญ่ใส่ลงบนหัวของฉัน
    "วันนี้แดดร้อนมาก... ใส่ไว้นะจ้ะ"
    ฉันไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่แลบลิ้นให้แม่หนึ่งที ก่อนจะค่อยๆเดินตามแม่ไป
     
    ฉันเดินพลางวิ่งพลาง
    เงาจากกิ่งของต้นไม้ใหญ่ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางบนพื้นถนน
    มันดูสวยและน่าสนใจอย่างประหลาด
    ฉันกระโดดจากเงาของกิ่งนึงไปยังอีกกิ่งนึง
    จนแทบจะลืมมองแม่ของฉันซึ่งเดินนำไปไกลมากแล้ว

    หมวกสีแดงใบใหญ่ค่อนข้างเกะกะสำหรับฉัน
    มันทำให้ฉันมองไม่ค่อยถนัด
    แต่ฉันยังเห็นคุณแม่อยู่ใกล้ๆเสมอ
    ไม่ว่าจะวิ่งเร็วหรือเดินช้าเพียงใด
     
     
    ทันใดนั้นฉันพึ่งสังเกตเห็นตะกร้าใบใหญ่ที่แม่ถืออยู่
    นั่นทำให้ฉันละความสนใจจากเงากึ่งไม้ในทันที
    แล้วรีบวิ่งไปเดินข้างๆแม่และตะกร้าใบใหญ่นั้น
     
    "อะไรอยู่ข้างในตะกร้าคะ"
    ฉันถามพร้อมกับมองไปที่ตะกร้า
     
    "ผลไม้ที่คุณยายชอบทานที่สุดจ้ะ"

    โอ้โห.... ฉันนึกในใจ
    ถึงความยิ่งใหญ่ของผลไม้นั้นและคุณยาย

    เส้นทางที่เราเดินั้นค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
    ถนนดูผิดหูผิดตา หรืออาจเพราะว่าเป็นเส้นทางที่ฉันไม่เคยเดินมาก่อนก็ได้
     

    ฉันมัวแต่สนใจกับสภาพแวดล้อมที่แปลกไป
    พอมองกลับไปข้างหน้าอีกครั้ง
     

    แม่ของฉัน....
     
     
     
     
     

    เธอ...
     
     
     
     
     
     
     

    หายไปซะแล้ว
     
     
     
     
    หัวใจของฉันเต้นเร็วขึ้น
    เท้าของฉันก้าวเร็วขึ้น
    สมองของฉันมีหลายสิ่งหลายอย่างผุดขึ้นมา
    ก่อนที่ฉันจะตอบตัวเองว่าความรู้สึกตอนนี้เป็นอย่างไร
     
     
    ก็มีชายแปลกหน้าเดินสวนทางมา
    พร้อมกับกล่าวทักทายฉันด้วยความยิ้มแย้ม
    ฉันยอมรับว่ามันทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากทีเดียว
    ที่ยังพบคนอื่นอยู่บนถนนที่ไม่คุ้นเคย
     
    "หนูจะไปไหน.... ทางข้างหน้าหนูไปไม่ได้"
    ชายแปลกหน้าหยุดเดินและพูดบางสิ่งออกมา
    "ทำไมหล่ะคะ"
    "มันน่ากลัวมาก เค้าว่ากันว่าข้างหน้ามีแม่มดอาศัยอยู่หน่ะสิ"
    "แม่มด!"
    "ใช่แล้ว แล้วเด็กอย่างหนู ไม่มีทางจะไปที่นั้นได้แน่นอน"

    ชายแปลกหน้าพูดราวกับว่า
    ถนนเบื้องหน้าเป็นปากทางเข้าสู่อันตราย
    แต่ฉัน โตพอแล้ว แม่เคยบอกว่าฉันโตมากแล้ว
    ไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว....
     
    "กลับไปเถอะหนู"
     
    ฉันไม่ฟังชายแปลกหน้าอีกต่อไป
    พร้อมกับวิ่งไปข้างหน้าด้วยความกล้าและความกลัว

    ฉันวิ่งมาได้พักใหญ่ แต่ก็ยังไม่เห็นแม้เงาของแม่
    ความกลัวเริ่มก่อตัวมากขึ้น มากขึ้น

    ลมเริ่มพัดแรง ฉันจับหมวกแน่น
    แสงอาทิตย์ที่เคยมีก็กลับค่อยๆจางหายไป
     
    ทันใดนั้นกล่องกระดาษใบใหญ่
    ก็ลอยมากระแทกเข้าที่หน้าของฉันอย่างไม่ทันรู้ตัว
    ฉันล้มลงแต่มือยังจับหมวกแน่น และจับแน่นกว่าเดิม
     
    "ใครกันที่เป็นเจ้าของกล่องใบนี้"
     
    ฉันตะโกนออกไป แต่ไม่พบวี่แววของใครซักคน
    ฉันเตะกล่องกระดาษอย่างสุดแรง
    และในขณะนั้น ฉันก็คิดถึงแม่เป็นที่สุดเช่นกัน
     
     
     

    ลมแรงสงบลง ฉันมองเห็นเงาคนอยู่ข้างหน้าไม่ไกล

    ฉันดีใจมาก จึงรีบวิ่งไปอย่างไม่คิดชีวิต
     
     
     
    พอใกล้เข้าไป เข้าไป....
     
     
     
     
    เงาคนก็เริ่มมากขึ้น มากขึ้น....
     
     
     
    ใกล้เข้าไป ใกล้เข้าไป
    ฉันมองเห็นชัดแล้ว
    แต่คนเหล่านั้น....ไม่ใช่แม่ของฉัน
    แต่เป็นเด็กชายหญิงสองคนกับหญิงชราในชุดคลุมสีดำ

    หญิงชราในชุดคลุมสีดำ!!
    ...หรือว่าเธอจะเป็นแม่มดอย่างที่ชายแปลกหน้าได้บอกไว้

    ฉันไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้กลุ่มคนพวกนั้น ได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ
    หญิงชรากำลังส่งขนมปังและลูกกวาดสีสันสดใสให้แก่เด็กสองคนนั้น
    ทั้งสามคนยิ้มและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

    ฉันได้แต่นั่งมอง....
     
     
    ฉันหิว....
    ฉันก็อยากกินขนมปัง
    ฉันก็อยากได้ลูกกวาด
     
    ฉันหิว.......
     
     
     
     
    ตอนนี้เด็กสองคนมองเห็นฉันแล้ว
    และกำลังเดินตรงมาพร้อมกับขนมในมือ

    "นี่เธอ.... มาจากไหน"
    "...."

    "ไม่ใช่คนแถวนี้ใช่มั้ย"
    "......"

    "ไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องกลัว"
     
     
    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ฉันไม่กล้าตอบคำใดๆกับเด็กทั้งสอง
    หญิงชรามองตรงมาที่ฉัน พร้อมกับส่งยิ้ม ในมือของเธอถือผลไม้สีแดงสดยื่นมาที่ฉัน
    "กินนี่มั้ย.... หนูน้อย" เธอพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งแต่ฟังดูสงบจนน่าขนลุก

    ".........."
     
    "ฉัน....."
     
     
    "ไม่เป็นไร... ฉันไม่คิดเงินเธอหรอก หนูน้อย"

    "ฉัน....."
     
     

    "มาเถอะ.... " เธอกวักมือเรียกอย่างช้าๆ

    ฉันรู้สึกสับสน
    ฉันนึกทบทวน
    แต่ฉันคิดอะไรไม่ออก
     
     
    มือทั้งสองของฉันจับหมวกสีแดงแน่น ก่อนจะหันหลังกลับ
    ทันทีที่ฉันมองกลับไปด้านหลังของเส้นทางที่ฉันเดินผ่านมา
     
     

    เธออยู่ตรงนั้นเอง
     
     
     
     
     
    แม่ของฉัน
    เธออยู่ข้างหลังฉันเรื่อยมา.....
     

    ฉันดีใจจนยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว
     
     
     
     
    "แม่.....รอหนูแป๊บนึงนะคะ"

    ฉันหันกลับไปหาหญิงชราและวิ่งไปเอาผลไม้ในมือของเธอ
    ก่อนจะมองกลับไปหาแม่อีกครั้ง......
     
     
    แต่ว่า...... เธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว
     
     
    แม่ไม่ได้อยู่ข้างหลังฉัน
    อีกแล้ว......
     
     
     

    ฉันกัดผลไม้สีแดงสดที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา
    หญิงชราวางมือลงบนไหล่ฉัน....
    ฉันไม่กล้าหันไปมองเธอ

    ทันใดนั้นสติของฉันก็ลางเลือน.....
     

    หญิงชราเขย่าตัวฉันแรงมาก
    เธอกอดฉันเอาไว้
    ภาพเธอลางเลือนเต็มที
    ฉันมองเห็นเธอไม่ชัดนัก

    ในอ้อมกอดของหญิงชราในชุดคลุมสีดำ
    มันช่างอบอุ่นเหลือเกิน.....
     
    หากให้ฉันจินตนาการถึงความรู้สึก
    ของวันแรกที่ฉันได้เกิดมา
    ก็คงเป็นดังเช่นความรู้สึกในตอนนี้
    ราวกับว่าฉันได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่

    ฉันใช้มือเล็กๆจับไปที่ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของหญิงชรา

    เพียงครั้งเดียว....
    เพียงสัมผัสเดียว....

    ฉันเข้าใจทุกอย่าง
     

    เรื่องราว....ทั้งหมด
     
     
     
     
     
     
     
    กาลครั้งหนึ่ง
     
    ฟ้าสดใสอีกครั้งหนึ่ง....
    เสียงนกร้องเป็นจังหวะดนตรีธรรมชาติ
    ฉันถือตะกร้าใบใหญ่
    เคาะประตูบ้านหลังเก่าๆเล็กๆ

    และกล่าวทักทายอย่างมีความสุข
    -------------------------------------------------
    ปล. - เรื่องสั้นพิเศษเนื่องใน หนังสือ KDT เอ..หรือ KTD หว่า เอาหน่ะ
            ชื่อเรื่องที่กำหนดมาจริงๆแล้วคือ "หนูน้อยหมวกแดงกับแม่มดใจร้าย"
         - ปาล์มจะก็อปจากในนี้เลยก็ได้นะ
         - ฮ่า ฮ่า เอามาเผยแพร่ซะก่อนแล้ว แต่คงไม่เป็นไรหรอกเนอะ
         - ทำทีสิสเหอะๆๆๆ กูนี่แหละ
    -------------------------------------------------
    Dot...space(กินแอปเปิล)
     
     
    July 14

    บันทึกการเดินทาง : ทริป

     
     
    กินเหล้า
     
     
     
     
     
    ----------------------------
    Dot...space(เมาสิคับ)
    July 07

    shortstory 32 : ธรรมดา (food for alive)

     
     
     
    food for alive
    -----------------------------------
     
    กลิ่นอาหารต่างๆนาๆลอยอบอวลไปทั่วถนนสายนี้
     
     
    ที่แห่งนี้....
    คนกลุ่มหนึ่งกำลังปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติด้วยความละเมียด
    และคนอีกกลุ่มหนึ่งพากันเดินเลือกสรรผลงานศิลปะด้วยจมูกและลิ้นกันอย่างหน้าชื่นตาบาน
     
     
    หากมองไปยังถนน เราจะเห็นคนสองกลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน
     
     
     
    หากมองไปยังถนนให้ขัดๆ ก็ยังเห็นคนเพียงสองกลุ่มอยู่ดี
     
     
     
     
     
    หากตั้งใจมองไปยังถนนให้ดีๆอีกครั้งหนึ่ง เราอาจพบว่า...
     มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เรามองไม่เห็นในครั้งแรก
     
    นั่นอาจเพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ในที่นี้กระมัง
     
     
     
    ผมครุ่นคิดไปพลางพร้อมกับกัดลูกชิ้นปิ้งลูกสุดท้ายก่อนจะเดินเลือกหาอาหารอื่นๆ
    มาเติมเต็มความอยากและความต้องการอันเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์
    ไม่ใช่สิ... ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดเลยก็ว่าได้
     
    ผมเพลิดเพลินกับการลิ้มรสจนเกือบจะลืมกลุ่มคนที่ผมนึกขึ้นเมื่อครู่นี้
    ใช่แล้วเมื่อครู่นี้ผมนึกถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนี้
     
    แม้ในขณะที่ผมกำลังขบคิด กลิ่นของปลาหมึกย่างพยายามที่จะทำลายสมาธิของผม
    แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำลายสติและความตั้งใจครั้งนี้ได้
     
     
     
     
    ในสถานที่อันเปี่ยมสุข
    ผู้คนแลกเปลี่ยนความสุขซึ่งกันและกัน
     
    ฝ่ายหนึ่งต้องการอาหาร
    ฝ่ายหนึ่งต้องการทรัพย์
     
    ทั้งสองต้องการและตอบสนองความต้องการ
     
    นอกเหนือจากทั้งหมดทั้งสิ้น
    มีผู้คนอีกมากมาย ที่ไม่ได้ยืนอยู่กับพวกเรา
    ผู้คนเหล่านั้นอยู่ที่แห่งใด
     
    ที่นั่นจะมี.... คนขายลูกชิ้นปิ้งรึเปล่า?
    ที่นั่นจะมี.... อาหารให้เลือกมากมายขนาดนี้หรือไม่?
     
    หากมีดังเช่นที่ที่ผมยืนอยู่
     
    แล้วกลุ่มคน ณ ที่แห่งนั้นจะมี...ทรัพย์สินพอที่จะแลกมาซึ่งความสุขเหล่านี้หรือไม่?
     
    คงจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้า หากมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการอยู่ตรงหน้า
    สิ่งซึ่งสำคัญที่สุด...
    แต่เราไม่สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นกลับมาได้เลย
    เพียงเพราะเราไม่มี "เงิน"
     
     
    ตอนนี้มือข้างซ้ายของผม ถือ... ข้าวสวยอยู่ถุงหนึ่ง
    และมือข้างขวา ถือ... กระดาษเพียงไม่กี่ใบซึ่งผู้คนเรียกมันว่า "เงิน"
     
     
     
    ผมมองทางซ้ายและขวา
    พร้อมกับชั่งใจว่า สิ่งไหนสำคัญสำหรับชีวิตของผมที่สุด
     
     
     
     
     
     
     
    ผมคิดอยู่นาน....
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ผู้คนยังเดินผ่านไปมาวุ่นวาย...
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ผมคิดแล้วคิดอีก....
     
     
     
     
     
     
     
    ผม...
     
     
    ไม่ทันที่ผมจะคิดและรู้สึกอะไร
    เพียงไม่กี่วินาทีก็มีเด็กหนุ่มคนนึงวิ่งผ่านหน้าผมไป
    พร้อมกับคว้าเงินในมือของผม
     
     
     
     
     
    ผมยืนนิ่ง...
     
     
     
     
     
     
     
     
    ผมไม่มีเงินแล้ว....
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    ผู้คนยังวุ่นวายเช่นเดิม....
     
     
     
     
     
     
     
    กลิ่นอาหารยังลอยฟุ้งในอากาศ...
     
     
     
     
     
     
     
     
    แต่ผมไม่ต้องคิดอีกแล้ว....
     
     
     
     
    ผมนั่งลง
     
    กินข้าวถุงนั้นอย่างช้าๆ
     
     
     
     
    ข้าวอุ่นๆยังคงเต็มปากของผม
    แต่ผมก็ตะโกนบางอย่างออกมาอย่างมีความสุข
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "กูไม่มีเงิน"
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "แต่กู"
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    "ไม่อดตาย"
     
     
    ผมพูดพลาง กินพลาง และยิ้มไปพลาง
    กลางเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวาย...
    -------------------------------------------------
    ปล. - ชิวจังทีสิส เย้วๆ จารย์อย่าเครียดกันครับ อย่ารีบๆ
            เราก้าวไปพร้อมกันอย่างช้าๆเนอะ
         - มีอะไรอยากทำเยอะแยะเลยช่วงนี้ ดีจริงๆ
         - หากอยากเข้าใกล้คำว่าพอเพียงของในหลวง ต้องหาวิธีการ
            มีชีวิตอยู่อย่างตรงไปตรงมาโดยมองผ่านตัวกลางของสังคม
            ที่เรียกว่า "เงิน"
    -------------------------------------------------
    Dot...space(ทำ มะ ดา)