anupap's profileบางทีลองมองหาความสุขรอบๆ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 28 shortstory 18 : เส้นทางที่เติมเต็ม (Darkness and Silence)Darkness and Silence
ฝนกำลังตกปรอยๆ
หยดน้ำพากันเคลื่อนที่
จากสูง สู่ ต่ำ
จากฟ้า สู่ ดิน
หยดน้ำเล็กๆที่หยดลงได้เริ่มสัมผัสกับผิวเนื้อ
คอนกรีตเริ่มลื่น เมื่อเม็ดฝนค่อยๆกระจายตัวลงบนพื้น
สองเท้าบอกให้ผมระวัง สิ่งที่อาจเกิดขึ้น อันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ในวันที่ทุกอย่างดูชุ่มชื่น ธรรมชาติช่างเบ่งบาน สิ่งมีชีวิตต่างพากันร้องรำ
แต่มนุษย์นั้นกลับกำลังเดือดร้อน และร้อนรน
ผมค่อยๆเดินไปอย่างมีสติ
ในทุกก้าวที่เดิน
ผมไม่อาจปลดปล่อยความคิด
ในทุกก้าวที่เดิน
หัวใจผมเต้นอยู่ที่สองเท้า
ในทุกก้าวที่เดิน
ฝนยังคงตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย
อวยพรให้วันนี้ผ่านไปด้วยดี
ผมเฝ้าภาวนาในความมืดมิด
"ขอโทษครับ"
ผมจำต้องกล่าวคำขอโทษเล็กๆน้อยๆ
เนื่องจากไอ้ไม้ด้ามยาวที่ผมถืออยู่นี้
มันพลาดไปโดนใครเข้าซักคน
และตัวผมเองนั้นก็ล้มตึงลงไปบนพื้นที่เฉอะแฉะ
ไม่มีเสียงตอบกลับมา
ผมคิดว่าเค้าคงโกรธ
ไม่ก็คงเดินเลยผมไปอย่างไม่สนใจ
ผมค่อยๆพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น แม้มันจะไม่ใช่เรื่องยากเย็น
แต่ก็มีมือสองมือค่อยๆช่วยดึงผม และ ผยุงตัวผมขึ้นมา
"ขอบคุณนะครับ"
ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
มันเลยกลายเป็นเพียงแค่คำพูดลอยๆของผมไปคนเดียว
ผมค่อยๆกวาดไม้ไปข้างหน้าเพื่อเดินต่อไป
เสียงรถเริ่มชัดเจนขึ้น ผมรับรู้ได้อย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ไม้แตะโดนพื้นถนน นั่นหมายความว่า
ที่นี่คือ "ทางแยก"
ในทุกวัน ผมต้องเดินไปกลับระหว่าง
ที่พัก และ ห้องสมุด ผมช่วยทางห้องสมุด
แปลตำราและหนังสือต่างๆ เป็น ภาษาเบลล์
นั่นทำให้ผมต้องเดินทางบนเส้นทางนี้ถึง 2 ครั้งต่อวัน
มันเป็นแค่ทางตรงสั้นๆ ระยะทางไม่ถึง 500 m
แต่สำหรับผมแล้วมันช่างยาวนานเหลือเกิน
สำหรับการเดินทางบนโลกใบนี้
ผมไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะไม่เจอทางแยกได้
ผมต้องข้ามมันทุกวัน แม้จะดูเสี่ยงเพียงใด
"ยังข้ามไม่ได้นะคะ"
"ยังข้ามไม่ได้ครับ"
เสียงเด็กๆมากมายตะโกนบอกผมจากด้านหลัง
ผมหยุดตัวเองได้ทันก่อนจะก้าวลงไปสู่โลกแห่งความตาย
"ขอบใจมากนะ"
เสียงเด็กเริ่มผ่านตัวผมไปข้างหน้า และค่อยๆเบาลง
นั่นหมายความว่า ตอนนี้ผมคงข้ามได้แล้ว
ไม่ทันที่ผมจะคิดอะไรต่อ ก็มีมือคู่หนึ่งคว้ามือผม
เดินผ่านมายังอีกฝากของถนน
แม้มันจะรวดเร็ว และเพียงชั่วครู่ แต่ผมจำสัมผัสของมือคู่นี้ได้
มือเล็กๆที่ดูบอบบาง กลิ่นน้ำหอมจางๆที่ปนไปด้วยกลิ่นไอฝน
"ขอบคุณอีกครั้งนะครับ"
เธอต้องเป็นคนเดียวกับคนที่พยุงผมขึ้นมาอย่างแน่นอน
"........"
ไม่มีเสียงใดๆ
เธอหายไปอีกแล้ว
ตั้งแต่นั้นมา ผมพยายามที่จะใช้เวลาเดินทางให้นานขึ้น
เพียงเพื่อที่จะเอ่ยคำ "ขอบคุณ"
เพียงเพื่อที่จะพักกายที่ไม่สมบูรณ์นี้
ยังที่ที่มีความเห็นใจ
หลายครั้งที่ผมพบเธอ
ใช่เธอ หรือ ไม่ ผมก็ไม่อาจบอกได้
เพียงแต่ความรู้สึกของผมบอกว่า ต้องเป็นเธออย่างแน่นอน
แม้ว่าเธอจะเข้ามาช่วยผม เวลาผมมีปัญหา
และหายตัวไปในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ผมก็มีความสุข
แค่ทางเดินที่ ยาวไม่ถึง 500 เมตร เพียงแค่นั้น
ผมกลับได้พบและเรียนรู้สิ่งต่างๆ
รวมทั้งยังได้รับความรู้สึกดีๆอีกมากมายจากผู้คน
บนทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ โดย อับราฮัม มาสโลว์
ซึ่งผมเคยเจอในหนังสือที่ผมแปลนั่นเอง
เค้าบอกไว้ว่า มนุษย์มีความต้องการขั้นพื้นฐานต่างๆมีการ
เรียงลำดับความสำคัญ จากน้อยไปมาก
จากเดิม ผมอาจเป็นคนที่ไร้ซึ่งสิ่งต่างๆ ซึ่งมนุษย์นั้นพึงได้รับ
แต่ ณ ตอนนี้ ผมได้ถูกหยิบยื่นสิ่งต่างๆให้
มันแทบจะครบแล้ว
และเพียงพอ
สำหรับ หนึ่ง ...ชีวิต...
วันนี้ผมเดินกลับทางเดิมอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกอิ่มเอม
แล้วก็ด้วยความบังเอิญ หรือโชคชะตา ...
ไม้ผมคงพลาดไปโดนเธออีกครั้ง
"ขอโทษครับ" ผมรีบกล่าวคำขอโทษ
ไม่มีเสียงใดๆ มีเพียงมือมือหนึ่ง จับมือของผมไว้
เธอเดินนำพร้อมจับจูงผมไป
ผมคิดว่าเธอคงจำทางเดินกลับของผมได้แล้ว
เพราะผมก็ผ่านทางนี้ทุกวัน
"ขอบคุณทุกๆครั้งเลยนะครับ"
"คุณพักอยู่แถวนี้หรือครับ"
"วันนี้อากาศดีนะครับ"
....................
ผมยังคง ถาม ถาม และก็ ถาม ในสิ่งที่ผมอยากรู้
แม้เธอจะไม่เคยตอบผมเลย
"พรุ่งนี้เจอกันอีกนะครับ"
เราต่างหยุดเดิน เพราะผมถึงที่พักของผมแล้ว
"พรุ่งนี้นะครับ ขอบคุณครับ"
ไม่ทันที่เธอจะปล่อยมือ
ก็มีเสียงเด็กแทรกเข้ามา
ผมคิดว่าเด็กคนนั้นคงเดินผ่านมาเห็นภาพของผมและเธอ
ซึ่งกำลังพูดคุยกันอยู่นั่นเอง
"พี่คะ พี่คะ ...."
"พี่ผู้หญิง เค้าไม่ตอบพี่หรอกค่ะ"
"พี่เค้าเป็นใบ้ค่ะ"
เสียงเด็กน้อยเงียบลง
ภาพตรงหน้าของผมดูมืด
ซึ่งคงไม่ต่างจากโลกของเธอ
ที่พูดคุยได้เพียงตัวเองลำพัง
ผมไม่ได้ปล่อยมือเธอ ผมดึงเธอเข้ามา
เราสองคนยืนกอดกัน
หรือบางที เราก็แค่ เอนกายพักพิงซึ่งกันและกัน
ในความมืด ภาพของเธอเริ่มก่อตัวขึ้น
เช่นเดียวกับเธอซึ่งคงกำลังเอ่ยคำพูดบางอย่างถึงผม
แม้ผมจะไม่เห็น และ เธอจะพูดมันออกมาไม่ได้
วันนี้ฝนตกปรอยๆ อีกครั้ง
ณ พื้นที่เล็กๆนี้.....
เราสองคนได้รับทุกสิ่ง ทุกความต้องการ
แม้ร่างกายของเราทั้งคู่จะขาดไปบ้าง
แต่นั่นไม่สามารถตัดสินอะไรได้เลย
คุณหล่ะ ....
มีครบเหมือนพวกเรา
....แล้วรึยัง?
-------------------------------------------
ปล. - เรื่องนี้อาจเกิดขึ้นจริงได้ แทบทุกวัน
หากเรามีพื้นที่รองรับในสังคม
ส่วนหนึ่งในแนวคิดของ ทีสิส
โครงการ "ย่านเพื่อคนพิการ"
การเติมเต็มซึ่งกันและกัน
ไม่ว่าจะคนพิการกับคนพิการ
หรือจะเป็นคนปรกติกับคนพิการ
บางอย่างเราเรียนรู้ได้จากการไม่มี
หวังว่าจะได้ทำ
และหวังว่าจะทำได้
- หากชีวิตมันขาด เราก็ควรเติมเต็ม ซึ่ง กัน และ กัน
- อย่าตอกย้ำความพิการ หรือสิ่งที่ตนเองไม่มี
คุณกำลังทำร้ายตัวของคุณเอง
- อย่ามองว่าคนไม่มี หรือ คนพิการ นั้นแตกต่างจากเรา
เพราะในขณะนั้น เค้าอาจกำลังมีความสุข
และเราอาจกำลังพิการเพราะไม่มีความสุขก็เป็นไปได้
* ใครก็ได้ เอากูกลับไปเรียนหนังสือที
--------------------------------------------
Dot...space (ย่านแห่งความเข้าใจ) August 17 shortstory 17 : คนสุดท้าย (Slow life More detail)Slow life More detail
....วันแต่ละวัน ....ก้าวแต่ละก้าว
ชีวิตเดิน และ โลกก็หมุนไป
หากเราเดินตามโลกที่หมุน มันอาจใช้เวลาเพียงไม่นาน
คุณก็จะไปถึงยังจุดหมายที่คุณได้หวังไว้
ถ้าหากเป็นเช่นนั้น
ผมคงกำลังเดินสวนทางกับโลกที่กำลังหมุนอยู่ใบนี้มานานแสนนาน
ผมเริ่มที่จะรู้ตัวครั้งแรก ...
ตอนนั้นผมยังเด็กมาก มันเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบหนึ่ง
ขณะที่ผมกำลังจะวิ่งแข่งในงานกีฬาสี
เสียงนกหวีดดังลั่น !
ทุกคนถีบตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ผมก็ไป ผมทำเฉกเช่นคนทุกคน
ผมวิ่งอย่างไม่ใส่ใจอะไรเลย
และข้างหน้ามีเพียงเส้นชัย
ไม่นาน.....
ผมหมดเรี่ยวแรง
เท้าของผมมันไม่ยอมไปตามความตั้งใจ
ขาผมสั่น ใจผมเริ่มท้อตามร่างกาย
ในไม่ช้า สิ่งที่อยู่ด้านหน้าของผมก็กลับกลายเป็นหลังของเด็กคนอื่น
จาก หนึ่ง ..... จนครบทุกคน
ผมเลยสรุปตัวเองตอนนั้นเลยว่า
"ผมช้าเกินไป...."
ผมเติบโตขึ้นพร้อมกับค่อยๆค้นพบความสามารถพิเศษของตัวเอง
ผมมีพรสวรรค์ในด้านนี้มาก
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม
ผมมักจะเป็นคนที่อยู่หลังสุดเสมอ
การบ้านผมก็ส่งเป็นคนสุดท้าย
แข่งกับเพื่อนผมก็จะเป็นคนสุดท้ายเสมอ
กลับบ้านผมก็กลับคนสุดท้าย
หลายคนหัวเราะเยาะผม
ตอกย้ำในความเชื่องช้า
แต่น่าแปลกจริงๆ
ผมกลับคิดว่ามันเป็นพรสวรรค์ของผม
ผมไม่เคยนึกโทษใครเลย
หลายคนภูมิใจกับการเป็นที่หนึ่ง
หลายๆคนภูมิใจกับคำว่า "คนแรก"
ทั้งๆที่ ณ ที่ตรงนั้น
มองไม่เห็นอะไรเลย
นอกจากจุดหมาย
และตัวเราเอง
ผมผ่านวันและคืน มาแสนนาน
โลกของผม และ ของทุกๆคน
ก็ยังคงหมุนต่อไป
อาจเพราะทุกๆอย่างพยายาม
เติบโต
เพิ่มเติม
จนกระทั่งเกิดเป็น...
ความเปลี่ยนแปลง
ในเวลานี้ ณ จุดที่ผมหยุดนิ่งและยืนไต่ถามความเป็นจริง
จากจิตใจข้างในของตัวเอง
ผมยังคงมองเห็นเพียง ...
จุดหมายลางๆ
หลังของผู้คนมากมาย
และร่างกายของผม
วันนี้ผมพึ่งเข้าใจความหมาย
ในทุกถ้อยคำจากภาพความทรงจำ
ความหมายจากการกระทำ
ความหมายจากการสัมผัสถึง
ที่บอกเล่าผ่านวันเวลาอันแสนนาน
ตกตะกอนกองรวมกันอยู่ภายใต้ความนึกคิด
ผมเคยมองเห็นแผ่นหลังของคนที่มีความพยายามมากมายเพียงใด
ผมเคยเห็นความภาคภูมิใจของคนที่ได้เป็นที่หนึ่ง
ผมเคยเห็นอีกมุมนึงของโรงเรียนอันไร้ซึ่งผู้คน
ผมเคยเห็นผู้ชนะ พร้อมๆกับ เป็นผู้แพ้
ผมเห็นมากมายเหลือเกิน
ถึงแม้คนเหล่านั้นจะไม่เคยมองกลับมา
หลายคนเลือกที่จะดำเนินชีวิตไปบนระบบบางอย่าง
กฏเกณฑ์และความตั้งใจของใครบางคน
ที่ถูกตั้งขึ้นมา ก่อตัว มีความแน่นอน
ทุกคนเรียกสิ่งนั้นเป็นสิ่งเดียวกันว่า "ถูกต้อง"
มันดีเหลือเกิน
อย่างน้อยมันก็แสดงให้เห็น
ความพยายามและไปให้ถึง
จุดหมายของชีวิต
สิ่งที่คิดและฝัน
วันเวลาที่แสนดีและมีความสุข
ทุกคนตะโกนกลับมาถามผมว่า
"นายหน่ะมันช้าเกินไปแล้วนะ"
ผมไปช้าๆ มองสิ่งรอบๆตัว
ผมหลบให้คนที่รีบได้เสมอ
ผมค่อยๆย่ำ อย่างไม่ลืมว่ามีคนอื่นอีกมากมายนอกจากตัวผมเอง
ถ้าไม่มีคนอย่างผมเลยบนโลกนี้
แล้วคุณจะรู้สึกว่าตัวเอง เร็วกว่าคนอื่น ได้ยังไง
จุดหมายหน่ะผมมี
แค่วันนี้ ณ ตอนนี้
"ผมไม่เห็นว่าผมจะต้องรีบ"
"ไปไหนเลย"
--------------------------------------------------
ปล. - ได้รับแรงบันดาลใจจากบทความมา
และคิดว่ามันอธิบายโลกใบนี้ได้ค่อนข้าง
ดี เตือนสติผมได้มากมาย เลยลองเอามา
มองในแง่มุมของ ชีวิต เท่านั้นเอง
- เป็นคำพูดที่พูดมาแต่ไหนแต่ไร
"สุดท้าย" "กูคนสุดท้ายเอง"
จากคนละความหมาย และต่างจุดประสงค์
กลับอธิบายชีวิตได้คล้ายๆกัน
- ถ้าคุณเป็นคนนึงที่คิดว่า โลกนี้มันเร็วไป
ทุกคนจะรีบไปไหนกัน หลายๆอย่างมันเร็ว
เกินไปสำหรับการปรับตัวของคนรึเปล่า
ลองไปอ่าน บทความนี้่ดูครับ
"Slow knowledge" เขียนโดย David Orr
ถ้าคุณเป็นคนนึงที่ยอมรับความเป็นจริงได้
แม้จะยังทำมันไม่ได้แค่นั้นเอง
- การรับสื่อต้องใช้วิจารณญาณนะครับ
แทนที่จะเพิ่มความเร็วในการพูดจาของพวกเรา, เรากลับต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะฟังอย่างตั้งใจ
และใส่ใจมากขึ้น แทนที่จะเพิ่มปริมาณการสื่อสารของพวกเรา, เรากลับควรที่จะปรับปรุงเนื้อหาของมัน
มากกว่า แทนที่จะสื่อสารให้ขจรขจายออกไปกว้างไกล, เราควรที่จะสนทนาพูดคุยกันให้เข้มข้นมากขึ้น
กับเพื่อนบ้านของเรา โดยปราศจากการช่วยเหลือของเทคโนโลยีใดๆทุกชนิด. สำหรับสิ่งเหล่านี้
"มันไม่ต้องเร่งรีบ, มันไม่ต้องความรีบร้อนแต่ประการใด" August 07 shortstory 16 : ปรุงแต่ง (Making you)Making you
กลิ่นหอมที่โชยมา พร้อมกับวันสบายๆ
ผมค่อยๆหยิบมีดและบรรจงกดมันลงไปเบาๆบนก้อนเนื้อชิ้นใหญ่
แผ่นเหล็กคมกริบแทรกตัวผ่านชั้นเนื้ออย่างเงียบกริบ
ไม่มีสัญญาณใดๆ
ไม่ทันจะรู้สึกตัว
ชิ้นเนื้อก็ถูกแบ่งออก แยกออกเป็นสองส่วน
น้ำที่ต้มเดือดเริ่มดิ้นพล่านในหม้อ
เหมือนว่าในนั้นมันแสนทรมานและร้อนรน
ผมขยับมุมปากแสดงความพึงพอใจ
ในมือยังถือมีด
จิตใจเริ่มเปลี่ยนไป
ควันที่กระจายลอยฟุ้ง
เพิ่มอุณหภูมิบริเวณนั้นให้สูงยิ่งขึ้น
ความตื่นเต้น และเร่าร้อน ถูกปลุกเร้า
ทั้งสิ่งมีชีวิต และ วัตถุที่ไร้จิตวิญญาณ
ต่างพากันร่วมร้องลุกเต้น
ผมโยนชิ้นเนื้อที่หั่นเสร็จแล้วลงใส่ในน้ำเดือด
ทันทีที่มันสัมผัสน้ำ
ทันทีที่น้ำสัมผัสเนื้อ
จากเนื้อสีชมพูอ่อนๆ ก็เปลี่ยนไป
รวมถึงเนื้อที่หลังมือของผมซึ่งโดนน้ำร้อนกระเด็นใส่ก็เปลี่ยนสีด้วยเช่นกัน
แต่ผมไม่สนใจสิ่งเล็กน้อยเพียงแค่นั้นหรอก
เรื่องมันเล็กเกินกว่าที่จะเข้ามามีบทบาทกับความรู้สึกของผม ณ ตอนนี้
ความเจ็บปวดเล็กๆ กับ ศิลปะอันยิ่งใหญ่
เป็นคุณจะเลือกสิ่งไหน
สิ่งที่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดตอนนี้คือ
"ผมลืมใส่เครื่องปรุง"
จากที่เฝ้ามองเนื้อเปลี่ยนสีมาเป็นเวลานาน ผมก็ได้สติอีกครั้ง
จึงรีบหันไปมองหาเครื่องปรุงสำหรับอาหารมื้อนี้
ไม่น่าเชื่อว่าบนโลกนี้มีวัตถุปรุงแต่งมากมายไปหมด
ทุกคนบนโลกนี้คงชอบปรุงแต่งกันมากเลยสินะ
อาหารถึงได้อร่อย
บางคนอาจเผลอใส่น้ำตาลลงไปตอนทำหมูเค็ม
เพราะติดนิสัยชอบปรุงก็เป็นไปได้
ผมคิดฟุ้งซ่าน
ก่อนจะค่อยๆเลือกเอาบางสิ่งใส่ลงไปในหม้อของผมเอง
น้ำตาล...
เกลือ...
ซีอิ้ว...
น้ำมันหอย...
น้ำมันงา...
กะทิ...
พริกไทย...
น้ำปลา...
วาซาบิ...
ผมว่า มันเริ่มจะบ้าบอแล้ว
หลังจากใส่อะไรต่อมิอะไรลงไปมั่วไปหมดโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้สายไปที่จะย้อนกลับไปใหม่
แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกผิดพลาดแต่อย่างใด
นั่นเพราะการทำอาหาร มันก็คือการหยิบจับสิ่งต่างๆ
มาเพิ่มคุณค่า ไม่ว่าจะเป็น
รสชาติ...
กลิ่น...
สี...
หรือกระทั่ง...
ความรู้สึกขณะที่อาหารไหลเวียนผ่านเข้าไปสู่ร่างกาย
ซึ่งการหลอมรวมนั้น
อาจดีบ้าง... แย่บ้าง... ผิดพลาดบ้าง...
มันก็เป็นเรื่องธรรมดา
ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์ถาวร
เสียงน้ำเดือดยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง
เครื่องปรุงต่างๆเริ่มผสมปนเป
กลิ่นที่ไม่เคยได้สัมผัสค่อยๆพากันทยอย
เข้าสู่ร่างกาย ซึมเข้าไปถึงจิตใจ
ทุกอย่างครบอย่างที่มันควรจะเป็น
ผมตักน้ำซุปใส่ถ้วยด้วยความระมัดระวัง
ถึงเวลาแล้วสินะ
สิ่งที่สร้างสรรค์
ผมกำลังจะกลืนมันลงไป
แต่ผมยังไม่ได้แม้เพียงจะหยิบช้อนขึ้นมา
เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
"เอ่อ มีอะไร"
"ทำไรอยู่วะ"
"กำลังจะกินข้าว"
"กินกับอะไรวะ"
"กิน......"
"เอ่อ...."
"นั่นดิ... ชิบหาย กูกำลังจะกินอะไรวะ"
"อ้าวแล้วมึงทำอะไรกินหล่ะ"
"ไม่รู้"
"เอ่อช่างมันเหอะ"
"ใช่ช่างมันเหอะ อาหารก็คืออาหาร เข้าใจมั้ยวะ"
"เอ่อ เข้าใจก็ได้ มีแดกก็พอแล้ว ชีวิตหน่ะ"
"อื่ม กูจะกินแล้ว"
...........
.........................
ช้อนตักน้ำซุปสีแปลกตา
มือค่อยๆพามวลสารนั้นเข้าสู่ปาก
ของเหลวไหลไปมาบนลิ้นก่อนส่งผ่านไปสู่กระเพาะ
นี่คือความรู้สึกของการลิ้มรสนั่นเอง
มันคือสุนทรีอย่างหนึ่งของชีวิต
ที่พวกคุณต้องลองสัมผัสมัน
"เป็นไงบ้างวะ"
"แม่ง"
"ไม่อร่อยเลย"
---------------------------------------------
Dot...space(พ่อครัวหัวป่าดิบชื้นกึ่งดิบเขา) August 05 shortstory 15 : จุดเกิด (Red dream)Red Dream
ชายคนหนึ่งกับห้องสีขาวโพลน
พื้น
ผนัง
เพดาน
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีเพียงสีขาวของกำแพงคอนกรีต
เค้าอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลานาน อยู่กับมัน อยู่กับที่แคบๆ
ที่ซึ่งดูดี ขาว สะอาด ไม่มีสิ่งใดปนเปื้อน
จนวันหนึ่ง
มีปากกาด้ามหนึ่งปรากฏขึ้น
ราวกับถูกวางไว้อย่างตั้งใจที่กลางห้องสีขาวนี้
ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมา
หยิบเอาความแตกต่าง
หยิบเอาสิ่งอื่น
หยิบเอาโอกาส
ปากกาด้ามเล็กๆ เริ่มถูกขีดเขียน
ห้องสีขาว ถูกแทรกตัวด้วยเส้นสีดำ
หน้าต่างถูกเขียนขึ้น
ประตูถูกเขียนขึ้น
สิ่งๆต่างถูกเขียนขึ้น
พร้อมๆกับความฝัน
แม้ทุกอย่าง ไม่ใช่ความเป็นจริง
ชายหนุ่มยังคง เขียน และ เขียน เท่าที่อยากจะเขียน
และแล้ว พื้นภาพสีขาวที่เคยมี ก็เต็มไปด้วยเส้น
เต็ม จนไม่เหลือพื้นที่ให้ขีดเขียนต่อไปอีกแล้ว
เค้านั่งลงที่กลางห้อง เฝ้ามองไปยัง...
ภาพต่างๆ
สิ่งต่างๆ
ความรู้สึกต่างๆ
ที่กระจายตัวอยู่เต็มไปหมด
ไร้ซึ่งพื้นที่ว่างแล้ว
นั่นทำให้เค้ากลับไปสู่ห้วงความรู้สึกแรกเริ่ม
วันเดิมๆ ณ ตอนที่ห้องยังคงขาวโพลน
ชายหนุ่มน้อยใจกับขนาดของห้องห้องนี้
น้อยใจที่ตัวเค้าเองมีห้องที่เล็กนิดเดียว
เค้านั่งเศร้า
จมอยู่กับความวุ่นวายใจ
ความต้องการ
ความผิดหวัง
เสียงหัวใจของเค้าแผ่วเบาลงทุกที
เวลาผ่านไป
เวลาสอนบางอย่างที่ไม่อาจจะลืม
สีดำที่เคยขีดเขียน เริ่มจางลงเมื่อเวลาผ่านไป
บางภาพก็ยังคงเป็นสีดำเข้ม
บางภาพกลายเป็นสีจางๆ
บางภาพดูเป็นสีเทา
ชายหนุ่มเห็นสิ่งเหล่านั้น
ความหวังเริ่มซึมเข้าไปข้างในจิตใจ
ร่างกายเริ่มขยับเคลื่อนที่อีกครั้ง
หัวใจที่แทบจะหยุดเต้นก็กลับมาสร้างจังหวะ
ให้กับชีวิตอีกครั้ง
"เรายังมีสีอื่นอีกนี่"
ชายหนุ่มค่อยๆกัดที่นิ้วของตัวเอง
เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาทีละนิด
มันจะมากพอที่จะเขียนสิ่งที่เค้าอยากเขียนหรือไม่
คำถามนั้นไม่ได้อยู่ภายในสมองของเค้าเลย
ภาพสีแดงเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น...
ภาพอีกหลายภาพ
ความรู้สึกอีกมากมาย
อารมณ์ที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน
ผลัดกันพัดผ่านสมอง สองมือ และจิตใจ ของชายผู้นี้
ผมไม่รู้ว่าวันนี้ ห้องของชายผู้นี้เต็มไปด้วย
ภาพอะไรบ้าง มันคงมากขึ้นจนไม่อาจคาดคะเนได้
สีสันที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ จะมีมากน้อยเพียงใด
แต่สิ่งที่เชื่อได้ แม้จะไม่ได้เห็น และไม่จำเป็นต้องเห็น
นั่นคือ ชายผู้นั้นจะยังคงวาด และเขียนความฝัน ณ ปัจจุบัน
และตลอดไป
--------------------------------------------------
- จากความพยายามในการสร้างแรงบันดาลใจ
ให้กับตัวเอง ที่อับเฉาเหลือเกิน
ก็ตกลงใจแล้ว ความรู้สึกใหม่เกิดขึ้นแล้ว
- ตอนนี้ คงหมดช่วงเวลาของสีดำ แล้วเป็นแน่
ถ้าจะพยายามเขียนสีดำต่อไปมันก็ไม่มีประโยชน์
เพราะมันไม่เหลือพื้นที่แล้ว ตอนนี้ผมเริ่มเขียนสีใหม่แล้ว
- ถ้าโลกที่เราอยู่มันแคบไป เราก็สร้างโลกใหม่ขึ้นมาสิ
ต้องลอง!
--------------------------------------------------
Dot...space (เกิดใหม่)
August 02 สาระสถาปัตย์ 01 : ไม่ครบห้าเกริ่นนำ...
เป็นโอกาสดีที่จะได้เปิดตัวหัวข้อใหม่ สำหรับการเขียน
เนื่องจากว่างมากจริงๆ(พุ่งนี้สอบ 2 วิชา หึ หึ)
โดยหัวข้อนี้ ให้ชื่อว่า "สาระสถาปัตย์"
ซึ่งจะพยายามเอาเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
กับการเรียนของผมในคณะนี้ มาให้ลองคิดดู
รวมถึงเรื่องบังเอิญต่างๆที่คิดว่า มันน่าจะมี
"สาระ" บ้างแหละน่า เอาเหอะ มันมีสาระจริงๆ
ถ้าคิดดีๆ ต้องคิดดีๆจริงๆ เหอะๆ
-------------------------------------------------------
เริ่มด้วยบทสนทนาแปลกๆ
ความจริงมันอาจมีสาระบ้างก็ได้
กู : ไอ้แจ็ค มึงล็อกห้องป่าววะออกมาเนี่ย
แจ็ค : ไม่ได้ล็อกพี่
กู : อ้าวไอ้เหี้ย ป่านนี้โจรแม่งเอาไปหมดห้องแล้ว
แจ็ค : ล็อกแล้วพี่
กู : อ้าวตกลงล็อกไม่ล็อกวะ
แจ๊ค : ล็อกพี่ ล็อกห้องน้ำ
กู : แล้วประตูห้องหล่ะ
แจ๊ค : เปิดไว้พี่
กู : อ่าวชิบหาย โจรก็เอาทีวีเอาคอมได้อยู่ดี
แจ็ค : ผมเอาไปไว้ในห้องน้ำแล้วพี่
กู : เอ่อดีนะ มึงยังฉลาด
แล้วก็คุยเรื่องอื่นกันต่อไป...
------------------------------------------------------
อันนี้สาระจริงๆละ
เรื่องนี้เป็นความบังเอิญในชีวิตจริงๆ
ส่วนมากถึงผมจะพยายามอยากที่จะเขียนอะไรมากมาย
แต่จริงๆแล้วผมไม่ใช่นักอ่านที่ดีเลย ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ
ทำให้ไม่เคยคิดที่จะไปซื้อหนังสือ หรือไปหาหนังสือมาอ่านเลย
แต่มีหนังสืออยู่ สามเล่ม ในตอนนี้ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม
โดยบังเอิญ เหมือนเราเดินมาเจอกัน พูดคุยกัน
มากกว่าการหยิบวัตถุรูปเล่มขึ้นมาอ่านแล้ววางมันลง
เล่มแรกคือเจ้าชายน้อย ซึ่งบังเอิญเจอในหนัง
แล้วไปบังเอิญเจอในห้องรุ่นน้องพอดี เลยได้อ่าน
เล่ม สอง คือ อยู่อย่างเซน ซึ่งมันอยู่มานานละใน
ห้องของรุ่นพี่ แต่วันนั้นอยู่ๆก็หยิบมันออกมาเปิดๆดูซะงั้น
ทั้งที่ทุกทีไม่เคยจะสนใจ
และเล่มนี้
เมื่อสี่วันก่อน ผมไปนั่งกินข้าวใต้หอ หอหนึ่ง
มีผู้ชาย(ตัวหน่ะชายแต่ใจเป็นอะไรไม่รู้) 2 คน
กำลังให้กำลังใจซึ่งกันและกันอยู่ มีคนนึงพูดขึ้นว่า
เนี่ยลองไปอ่านหนังสือชื่อว่า "ไม่ครบห้า" ดูสิ เป็นเรื่อง
ของคนพิการ คนญี่ปุ่น แต่เค้ามีความสุขกับชีวิต
ผมก็แค่ได้ยินผ่านๆ ไม่ได้สนใจ
ปรากฏว่า เมื่อสองวันก่อนไปค้นตู้เสื้อผ้าจะหาการ์ตูนมาอ่าน
ดันไปเจอหนังสือเล่มนี้เข้าให้ เลยแปลกใจมากๆ
อ่อ มึงต้องการให้กูอ่านจริงๆใช่มั้ย
งั้นก็คงต้องอ่านแล้วแหละ ดันเจอกันจังๆหน้าขนาดนี้
เลยเปิดอ่านไป
ไม่น่าเชื่อ
แค่คำนำ ผมก็ต้องซาบซึ้งไปกับคำว่าชีวิตแล้ว
ความรู้สึกอิ่มเอมเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ไม่น่าเชื่อว่าสังคมที่เน่าเฟะอย่างทุกวันนี้
จะมีจุดดีๆที่มองหาได้ยากแอบซ่อนอยู่
ผมจะยกคำนำจากหนังสือเล่มนี้มาให้อ่านกัน
ผมอยากให้อ่านมันให้จบจริงๆ
ในเนื้อความทั้งหมดให้สิ่งสำคัญกับคนที่อ่านมันจริงๆ
ผมเชื่อว่าคุณจะได้รับความรู้สึกดีๆกลับไปอย่างแน่นอน
คุณจะสัมผสกับคุณค่าของคำว่า แม่ และ ลูก
อ่านให้จบครับ....ไม่ยาวมาก
------------------------------------------------
6 เมษายน ปีโชวะที่ 51 (ค.ศ. 1976) ซากุระบานสะพรั่ง ดวงตะวันทอแสงละมุน คือหนึ่งวันอันอ่อนโยน
"อุแว้...อุแว๊"
ทารกน้อยส่งเสียงแผดจ้าขณะลืมตาดูโลก หนูน้อยเป็นเด็กแข็งแรงดีของคู่สามีภรรยาธรรมดาๆ ผู้ให้กำเนิดทารกแบบธรรมดาๆ
คอนเจนิตัล เทตรา อะมีเลีย (Congenital Tetra Amelia) แปลให้เข้าใจได้ง่ายว่า "หนูเกิดมาไม่มีแขนขาหรอกนะ" เป็นความพิการอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากการคลอดยาก และไม่ได้เป็นผลจากยาทาลิโดไมด์ ที่ผุ้คนยุคนั้นหวาดกลัวผลข้างเคียงของยา เอาเป็นว่าผมเกิดมามีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ จนทำให้ผู้คนรอบข้างตกใจ แค่ออกจากท้องแม่ก็ทำให้ใครต่อใครต๊กกะใจได้นี่ คงมีแต่ โมโมทาโร ที่ออกมาจากลูกท้อ กับผมนี่แหละ
โดยทั่วไปแล้ว นาทีที่น่าตื่นเต้นประทับใจที่สุดหลังคลอด คือ เวลาที่แม่ลูกได้เห็นหน้ากันเป็นครั้งแรก แต่ในกรณีของผม ทุกคนเกรงว่า ถ้าให้แม่เห็นหน้าผมทันทีหลังคลอด อาจเกิดอาการช็อกขนาดใหญ่ จึงอ้างว่า "เด็กตัวเหลืองมาก" และไม่ยอมให้แม่กับผมพบกันถึงหนึ่งเดือน แต่แม่ผมก็เป็นคนใจเย็นเหลือเกินจริงๆ แค่เขาบอกว่าเด็กตัวเหลืองมาก ไม่ยอมให่เห็นหน้าลูกของตัวเองตั้งหนึ่งเดือนก็ยังไม่สงสัยอะไรเลย เพียงแค่พูดว่า "อ้าว! ยังงั้นหรอ" เท่านั้นเอง แบบนี้เห็นทีจะเรียกแม่ผมได้ว่า "คนชนิดพิเศษ" เหมือนกัน
แล้วก็ถึงวันที่แม่ลูกจะได้พบกัน วันนั้น พ่อบอกแม่ระหว่างทางที่จะไปโรงพยาบาลว่า สาเหตุที่ไม่ได้พบลูก ไม่ใช่เพราะอาการตัวเหลือง แม่แสดงอาการหวาดหวั่นขึ้นมาทันที พ่อไม่กล้าบอกแม่ชัดเจนว่า ผมเกิดมาไม่มีแขนขา เพียงแต่แย้มนิดๆว่า ร่างกายผมผิดปรกติเล็กน้อย คงปล่อยให้แม่รับรู้ตอนที่ได้พบลูกจริงๆ
ทางโรงพยาบาลก็เตรียมการไว้พร้อม เตรียมเตียงว่างไว้หนึ่งเตียง เผื่อกรณีที่แม่เห้นผมแล้วเกิดเป็นลมเป็นแล้งไปในทันใด ทุกฝ่ายเคร่งเครียดกันไปหมด ทั้งพ่อผม ทางโรงพยาบาล รวมถึงแม่ของผมด้วย
แล้วช่วงเวลานั้นก็มาถึง ในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดถึง
"น่ารักจัง!"
คำพูดที่หลุดจากปากของแม่ผม ทำให้ผู้คนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น รู้สึกผิดคาด ที่คิดว่าแม่คงจะร้องไห้คร่ำครวญ สติแตก หรือไม่ก็เป็นลมล้มตึงไปเลย ทั้งหมดกลายเป็นความกังวลไปก่อนโดยใช่เหตุ แม่ไม่ได้เห็นหน้าลูกที่ตนสู้ทนเจ็บท้องคลอดออกมา นานถึงหนึ่งเดือน ความดีใจที่ได้พบลูกคงจะมีมากกว่าความตกใจที่เห็นลูกไม่มีแขนขา
ผมคิดว่าความสำเร็จของการพบปะกันครั้งแรกระหว่างแม่ลูกนี้ มีความหมายยิ่งกว่าสิ่งที่คนอื่นเห็นจากภายนอก ความประทับใจครั้งแรกนั้น ยากที่จะเลือนหายไป ความประทับใจนี้จะอยู่ยงคงกระพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพบกันระหว่างแม่ลูกนั้น มีความสำคัญ เหนือคณานับ
ความรู้สึกครั้งแรกของแม่ที่มีต่อผม ไม่ใช่ ความตกใจ หรือ ความเศร้าโศกเสียใจ แต่เป็นความดีใจ
ในที่สุดผมก็เกิดจริงๆ หลังคลอดหนึ่งเดือน
---------------------------------------------
*คำนำ จากหนังสือไม่ครบห้า
โดย โอโตทาเกะ ฮิโรทาดะ
แปลโดย พรอนงค์ นิยมค้า
*การนำเอาเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้มาเพื่อยกให้เห็นความสำคัญของคุณค่าของความรู้สึก มิได้กระทำเพื่อการค้า หรือเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด หากมีข้อขัดข้องประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ และกรุณาแจ้งมา ทางผมยินดีที่จะลบเอาเนื้อความที่เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของหนังสือนี้ออกทันที
---------------------------------------------
หากคุณได้ลองอ่านเข้าไปในหนังสือจริงๆ
จะพบมุมมองดีๆ
การมองโลกที่ดีๆ
สังคมที่ยังมีคนดีๆ
มันต่อพลังให้อยากจะใช้ชีวิตบนโลกแย่ๆใบนี้ให้กับผมจริงๆ
............................................
ความพิการ คือ ความไม่สะดวก
แต่ไม่ใช่ ความไม่สบาย
............................................
ขอให้ทุกคนมีความสุขบนโลกใบนี้
จากข้างใน หัวใจ จริงๆ
-----------------------------------------
Dot...space(โลกสีขาว) บันทึกความรู้สึก 02 : พอแล้วเถอะ พอทีวันนี้ก็เป็นวันสอบอีกวัน
ก็ทำได้บ้าง มั่วบ้าง มันก็เรื่องธรรมดา มันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ตั้งแต่มัธยมมา ก็อ่านหนังสือเอาคืนก่อนสอบ ไม่ก็เช้าวันสอบ
แต่นั่นมันไม่ได้ส่งผลสำคัญต่อความรู้สึกในชีวิตผมได้เลย
ผมก็อ่านในสิ่งที่คิดว่า มันสำคัญ และน่าจะได้ใช้ประโยชน์จากมัน
นอกนั้น ถึงจะออกสอบก็ช่างมันเหอะ ผมไม่ได้สนใจไอตัวอักษร A B C D พวกนั้นหรอก
เพราะผมรู้ว่าคุณค่าของคนมันคืออะไร แต่เรื่องนี้มันก็แค่ทัศนคติในแบบของผมเอง
ช่างมัน.... คุณอย่าได้มาใส่ใจเลย
แต่วันนี้สิ่งที่มันค่อนข้างสะเทือนความรู้สึกก็เกิดขึ้นอีกแล้ว
ผมอยากจะเล่าย้อนในความรู้สึก ของการเข้ามาเรียน ที่คณะ สถาปัตย์ ม.เกษตร แห่งนี้
วันแรกที่รู้ผล คือวันที่แสนผิดหวัง ผมคิดว่า ผมน่าจะได้ลาดกระบังสิน่า
คะแนนที่พลาดไปเพียง 3 คะแนน มันน่าเสียดาย
ความผิดหวังเล็กๆ
แต่ทุกอย่างถูกลบล้างไปด้วยการได้เข้ามาที่สถานที่แห่งนี้
ความรู้สึกหลังจากการรับน้อง 3 วัน จากพี่ปี 2
มันเปลี่ยนความคิดเด็กๆ เกี่ยวกับการเลือกมหาลัยของผมใหม่
การเลือกมหาลัย สำหรับผม คือการเลือกสังคมนั่นเอง
และนี่คือสังคมที่ผมเลือก และถูกเลือกไปพร้อมๆกัน
ตลอดระยะเวลา การใช้ชีวิต ผ่านเรื่องราวต่างๆมามากมาย
ภาพตอนเย็นใต้คณะที่มีพี่น้องมานั่งคุยกัน ทำโน่นทำนี่ด้วยกัน
ภาพงานกิจกรรมที่ทำร่วมกันอย่างสนุกสนานเฮฮา
ภาพการประชุมกัน ซึ่งมีสาระบ้าง มั่วซั่วบ้าง แต่ทุกคนก็ฟังและมาประชุมกันอย่างเฮฮา
ภาพการร่วมกันฟันฝ่าโปรแจกอันหนักหน่วง ซึ่งมีทั้งพี่ทั้งน้องมาร่วมวงช่วยกันอย่างขันแข็ง
ตอนนี้ก็ เกือบ 4 ปีได้
จาก
รุ่นพี่บอม 06
รุ่นพี่หลิน 07
รุ่นตาเช่ 08
รุ่นตาชิ 09
จนถึงรุ่นตาแบร์ 10
มันทำให้ได้เห็นอะไรต่างๆ ได้เข้าใจคนมากขึ้น
ได้เห็นความสัมพันธ์ที่มันค่อยๆก่อเกิดขึ้นมาทีละน้อย จนมันเหนียวแน่น
เป็นความรู้สึกที่ยังไงมันก็ยังคงผุดขึ้นมาในทุกๆครั้งที่มองไปข้างหน้าและมอง ณ ปัจจุบัน
แต่วันนี้.... มันคงหมดลงแล้ว
ผมได้แต่มองขึ้นไป จนวันที่ผมโตขึ้น จึงต้องมองย้อนกลับลงไปข้างล่างบ้าง
มองที่ตัวเอง มองที่เพื่อนๆ มองลงไปหาน้องๆ
ทุกสิ่ง ทุกความรู้สึกที่ได้รับมา ผมพยายามที่จะถ่ายทอดลงไป
แต่ทุกอย่างเปลี่ยน
เราคงไม่อาจโทษสังคม
ไม่อาจโทษวันเวลา
ไม่อาจที่จะโทษใครซักคน
ผมเคยพูดกับใครต่อใครอย่างภาคภูมิใจเกี่ยวกับคณะ
เกี่ยวกับกิจกรรมที่เคยทำร่วมกันในคณะ
แม้ว่ามันจะบ้าบอ
จะไร้สาระในสายตาของคนอื่น
นอกลู่นอกทาง
แต่ไม่เคยเลยที่ผมจะรู้สึกแย่กับสิ่งเหล่านั้น
กลับคุยกันและยิ้มหัวเราะให้กับช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกัน
วันเสาร์นี้ คณะจะจัดกีฬาสีอีกแล้ว
ทำกันมาหลายปี
เฮฮา
บ้าบอ
ทุกคนร่วมสนุก และสนุกไปกับมัน
ใช่ ทุกคนต่างก็อยากร่วมสนุกกันทั้งนั้น
แล้ว
วันนี้....
การนัดประชุมสี... ครั้งที่สอง
ผมจะไม่พูดถึงครั้งแรกที่น้องปี 3 นัด แล้วสุดท้ายเหลือเพียง ปี 3 และ ปี 1
แต่ครั้งนี้
พี่ๆปี 5 ต่างมารอ รวมไปถึงปี 6 บางคนด้วย
บรรยากาศเดิมๆ มารวมกลุ่มกัน นั่งรอบ้าง เล่นบอลบ้าง นั่งคุยกันบ้าง
ทุกคนต่างก็อยากจะร่วมกิจกรรมที่น้องเป็นคนจัด
ทุกคนต่างก็อยากจะเจอน้องๆ ปี 1 ซึ่งยังไม่ค่อยได้ทำความรู้จักด้วย
และมันก็เป็นอีกหนึ่งจุดประสงค์ของกิจกรรมนี้
แล้วยังไง
มีพี่ปี 5 เต็มไปหมด
ปี 4 ก็ผมคนเดียว
ปี 3 ก็ไอ้แจ็คคนเดียว
ปี 3 อีกกลุ่มใหญ่นั่งติวหนังสือกันอยู่ใกล้ๆ
มีน้องปี 1 อีกประมาณ 5 คน เดินมาถามว่า พี่จะประชุมรึยัง
พี่ปี 5 ก็ถามว่าจะประชุมมั้ยเนี่ย...
มันเป็นแบบนี้ครั้งที่เท่าไหร่แล้ว
ระยะหลังนี้มันเริ่มบ่อยมากขึ้นทุกที
"ความใส่ใจ" เกี่ยวกับกิจกรรมคณะ มันลดลง
จนการรวมตัวเพื่อทำกิจกรรมอะไรก็ตาม
ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญไปซะแล้ว
ชีวิตส่วนตัวสำคัญกว่าเห็นๆ หลายคนที่มีความคิดอย่างนี้
พวกคุณอาจไม่ได้เป็นคนที่ทำกิจกรรมแต่อย่างน้อย
ก็ควรเป็นคนร่วมกิจกรรมที่มีความเข้าใจเห็นใจกันบ้าง
ว่ากลุ่มคนที่เค้าทำนั้นก็เสียเวลาไม่น้อยไปกว่าคุณเลย
และถ้าไม่มีคนเหล่านั้นที่ต้องยอมเสียเวลาและใช้ความคิด
มาจัดกิจกรรมกัน งกๆๆ ให้กับพวกคุณ มันจะมีกิจกรรมทั้งหมด
ที่เกิดขึ้นในคณะนี้มั้ย
ผมอาจไม่ได้อยู่ในฐานะที่ควรจะมาบ่นเรื่องนี้
ผมเรียนมา 4 ปีแล้ว ควรจะหยุดทุกอย่างไว้
แล้วทิ้งไว้ให้คนรุ่นต่อๆไปได้ทำเอาเอง
ไม่ต้องไปสนใจ ใส่ใจ ว่ามันจะเป็นยังไง
ผมไม่รู้หรอกว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง
มันไม่ใช่เรื่องของชั้นปี แต่มันคือเรื่องของตัวบุคคล
แม้จะเป็นการประชุมที่พูดกันขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้ติดประกาศ ไม่ได้ป่าวประกาศ
ทุกคนอาจพูดว่า... "ไม่รู้นี่ " "ก็ไม่รู้ให้ทำไง"
แล้วทำไมพี่ ปี 5 ถึงยังอยู่ แล้วทำไมยังมี น้องบางคนที่ยังอยู่
ทั้งที่มันเป็นการพูดขึ้นลอยๆ
ใครจะสนใจไม่สนใจก็ได้
หรือว่า...
สังคมเปลี่ยนไปจริงๆ
เมื่อก่อนเราคนน้อย จะทำอะไรก็ต้องพึ่งหากันหลายๆชั้นปี ทำงานร่วมกัน
ใครพูดอะไรก็ดูสำคัญไปซะหมด สนุกที่จะได้มานั่งคุยกัน
เดี๋ยวนี้คนเยอะมากขึ้นมั้ง?
การทำกิจกรรมเลยสามารถทำได้ด้วยกลุ่มกันเอง โดยไม่ต้องที่จะสนใจคนอื่นๆ
กระทั่ง พี่ และ น้อง
หรือว่า ....
มันเป็นช่วงสอบ
เสียเวลาอ่านหนังสือจริงๆ
ประชุมก็ไม่เคยมีสาระ
เดี๋ยวก็เลิก ยังไม่ทันรู้เรื่อง
บางคนอาจไม่เคยรู้สึกถึงความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นของการอยู่ร่วมกัน
แต่พูดไปก็เท่านั้น เพราะผมคงบังคับให้ทุกคนมารู้สึกไม่ได้
ผมยอมที่จะประชุม 1 ชั่วโมง แล้วลดเวลานอนของตัวเองลง 1 ชั่วโมง
ส่วนเวลาที่เหลือก็อ่านหนังสือสอบ
แต่ผมบอกแล้วว่าผมบังคับใครไม่ได้
มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ
สิ่งที่กลัวมากที่สุด แต่ลำพังผมเองก็คงไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ก็คงต้องนั่งดู วันเวลาที่จะผ่านไป โดยพยายามมองขึ้นไปมากกว่าก้มมองย้อนไปข้างหลัง
สุดท้าย ก็แค่อยากจะถามความรู้สึกในใจของใครซักคนที่ผ่านเข้ามาอ่าน ว่า...
ความรู้สึกดีๆที่คุณเข้ามาที่นี่ ความรู้สึกที่ทำให้คุณอยากทำอะไรๆกับที่แห่งนี้
มันลดและหมดลงไปตามวันเวลาใช่มั้ย?
คุณเคยภูมิใจกับการอยู่ในคณะนี้บ้างมั้ย?
คุณเคยรู้สึกดีๆกับคำว่าพี่น้องบ้างมั้ย?
คุณเคยสนุกไปกับกิจกรรมที่พี่ๆน้องๆร่วมกันจัดขึ้นมาบ้างมั้ย?
คุณเคยหัวเราะอย่างสนุกสนานกับการกระทำของรุ่นพี่ที่มันบ้าๆบอๆมั้ย?
คุณเคยรู้สึกมั้ยว่ากลุ่มเพื่อนที่คุณได้เจอและสนิทกันนั้น คุณเริ่มต้นพบกันที่ไหน?
คุณเคยพูดกับคนอื่นอย่างภาคภูมิใจว่า "กูเรียนถาปัตย์ กะเสด" มั้ย?
ถ้าคุณเคยได้รับสิ่งดีๆเหล่านี้ แม้อย่างใดอย่างนึง ผมก็อยากจะถามว่า
"คุณได้ตอบแทนทำอะไร ให้กับสังคม สังคมนี้บ้าง"
ไม่ใช่คิด
แต่คือการกระทำ.....
ต่อให้คุณเข้าใจที่ผมพูดให้ตายยังไง แต่คุณยังไม่คิดที่จะทำ
มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
แต่ถ้าเกิดว่าคุณ....เพียงแค่มีความคิดว่า
ไม่เป็นไร .....
เดี๋ยวก็มีคนอื่นทำ .....
ไม่เห็นมีใครทำ.....
ไม่ผิด....
ไม่รู้....
แล้วไง.....
ทำไมหล่ะ.....
จะเอาอะไรกับกูหนักหนา....
มึงจะยุ่งอะไร....
ถ้าคุณคิดอย่างงั้น
ก็ถือซะว่าที่ผมเขียนมาทั้งหมด มันเป็นแค่ตัวหนังสือลอยๆในอากาศ
ขอบคุณที่เสียเวลาอ่าน
กลับไปใช้ชีวิตของคุณให้มีความสุขเถอะครับ
ปล่อยให้ความคิดบ้าๆของผมหายไปกับตัวผมเองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
คนที่ทำเค้าไม่มีกำลัง และแรงใจพอจะทำอะไรให้กับพวกคุณทุกคนได้หรอกครับ
หากคุณยังไม่คิดที่จะช่วยกันเรียกสิ่งเหล่านั้นกลับคืนมา
สุดท้ายและก็คงสุดท้ายจริงๆ
ผมก็คงทำได้แค่ ทำกิจกรรมสุดท้ายสำหรับผม นั่นคือ "ค่าย"
ที่ผมรับมา และตั้งใจอยากจะทำ
เท่าที่สามารถจะทำได้
เท่าที่ความสามารถของกลุ่มคนที่ยังมีใจคิดที่จะร่วมกันทำจะทำมันได้
ซึ่งตอนนี้มีน้อยเต็มทีเมื่อเทียบกับจำนวนคนทั้งหมดในคณะที่เรามี
แล้วผมคงปล่อยวางจริงๆซักที
คงต้องหันมา
ตั้งใจเรียน
เตรียมทำทีสิส (ถ้าได้ทำ)
ใส่ใจตัวเองให้มันมากขึ้น
เพื่อพร้อมที่จะจากที่แห่งนี้ไป
และยอมรับในสิ่งที่มันจะเกิดขึ้น
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
--------------------------------------------------
ปล. - สังคมที่กูตีตัวออกห่าง หนีมาที่นี่ หนีจากสังคมปรกติ
กูดีใจมากที่พบที่นี่ ที่ที่คำว่า "สังคม" ตามมาไม่ถึง
ที่นี่มีความสัมพันธ์แปลกๆ ที่แปลกกว่านั้น แต่มันดี
สุดท้ายมันก็ตามกูมาอย่างช้าๆ เงียบๆ เพื่อบอกเป็นนัยๆว่า
ถ้ากูคิดอยากจะอยู่กับคนเยอะๆก็ยอมรับคำว่า "สังคม" ซะเถอะ
งั้น กูยอมที่จะเป็นฝ่ายหนีไปอีกก็ได้ ความจริงการปรับตัว
เพื่อยอมรับคำว่าสังคมอาจทำให้อยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข
มากกว่าการหนีก็จริง แต่กูมีเส้นทางที่เป็นสุขของกูเอง
กูสุขทุกครั้ง ก่อนสังคม จะเข้ามามีบทบาทอย่างเลี่ยงไม่ได้
ถ้ากูต้องอยู่ในสังคมอย่างนี้ แล้วยอมรับกับการกระทำ
ของคนอื่นซึ่งเป็นแบบนี้ แล้วทำใจให้มีความสุข กูขอเดินออก
ไปหาสังคมในแบบของกูเองแล้วกัน
- ปี 5 ปีนี้จบอีกเมื่อไหร่ กูคงเคว้ง - แก่เกินไปแล้วมั้งกูเนี่ย
- ไม่ต้องกลัว กูจารีบจบออกไปแล้ว ไม่ต้องมาไล่กู
---------------------------------------------------
Dot...space(พอ) |
|
|